Category: บทความ

ภูมิแพ้อาหารแฝง (Food Intolerance) ใช้เรียกอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นช้า ๆ หลังกินอาหารบางชนิด โดยจะแสดงอาการ 2-72 ชั่วโมงหลังรับประทาน ต่างจากการแพ้อาหาร (Food Allergy) ที่แสดงอาการอย่างรวดเร็วและรุนแรงภายใน 0-2 ชั่วโมง สามารถถึงขั้นที่ทำให้เกิดอาการช็อกได้ บทความนี้ครอบคลุมทุกเรื่องเกี่ยวกับภูมิแพ้อาหารแฝง ตั้งแต่ความหมายและความต่างแตกต่าง รวมถึงข้อควรระวังที่ควรรู้ ภูมิแพ้อาหารแฝง คืออะไร ภูมิแพ้อาหารแฝง (Food Intolerance) เป็นคำที่ใช้อธิบายอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นช้า ๆ หลังกินอาหาร ในวงการแพทย์สากล คำที่ใกล้เคียงคือ Food Intolerance หรือ Non-Allergic Food Hypersensitivity ซึ่งหมายถึงปฏิกิริยาที่ร่างกายไม่สามารถจัดการกับอาหารบางชนิดได้ดีเท่าที่ควร อาการมักเกิด 2-72 ชั่วโมงหลังกิน ไม่รุนแรงถึงชีวิตทันที ภูมิแพ้อาหารแฝง vs ภูมิแพ้อาหาร แตกต่างกันอย่างไร ภูมิแพ้อาหาร (Food Allergy) เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันสร้างแอนติบอดีชนิด IgE ต่อโปรตีนในอาหาร เมื่อกินอาหารชนิดนั้น IgE จะกระตุ้นเซลล์มาสต์ปล่อยฮีสตามีนและสารกระตุ้นการอักเสบทันที อาการเกิดเร็วภายใน 0-2 ชั่วโมง ได้แก่ ผื่นลมพิษ คันรุนแรง ปากบวม คอบวม หายใจไม่ออก หอบหืด อาเจียน ปวดท้อง อาจรุนแรงถึงขั้นเกิดภาวะช็อก (Anaphylaxis) ที่อันตรายถึงชีวิต ภูมิแพ้อาหารแฝง (Food Intolerance) เป็นกลุ่มของภาวะที่หลากหลาย รวมถึงการขาดเอนไซม์ย่อยอาหาร (Lactose Intolerance) การตอบสนองต่อสารเฉพาะ (FODMAP, Histamine, Caffeine) อาการเกิดช้ากว่า 2-72 ชั่วโมง ได้แก่ ท้องอืด ท้องเสีย แก๊สมาก ปวดท้อง คลื่นไส้ ปวดศีรษะ ผื่นเรื้อรัง อ่อนเพลีย  ภูมิแพ้อาหารแฝง เกี่ยวข้องกับการอักเสบแฝงในร่างกายอย่างไร ภูมิแพ้อาหารแฝง ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังในร่างกาย ผ่านการสร้าง Immune Complex (IgG + อาหาร) ที่สะสมในเนื้อเยื่อต่างๆ ส่งผลให้เกิดอาการหลากหลาย เช่น ปวดข้อ ผื่น ไมเกรน อ่อนเพลีย น้ำหนักขึ้น มีงานวิจัยที่ยืนยันว่าอาหารบางกลุ่มกระตุ้นการอักเสบเรื้อรังจริงผ่านกลไกอื่น เช่น อาหารแปรรูป น้ำตาลสูง ไขมันทรานส์ และเนื้อแดงแปรรูป การปรับเปลี่ยนอาหารตามแนวทางเมดิเตอร์เรเนียนหรืออาหารต้านการอักเสบ ให้ผลลดการอักเสบที่งานวิจัยยืนยันได้ อาการของภูมิแพ้อาหารแฝง อาการของภูมิแพ้อาหารแฝง สามารถแสดงออกได้หลากหลายและไม่จำเพาะ อาการมักเกิด 2-72 ชั่วโมงหลังกินอาหารต้นเหตุ และดีขึ้นเมื่อหยุดกินอาหารชนิดนั้น 2-4 สัปดาห์ อาการทางระบบทางเดินอาหาร อาการระบบทางเดินอาหารพบบ่อยที่สุด ได้แก่ ท้องอืด ท้องเฟ้อ แก๊สมาก หลังกินอาหาร 1-4 ชั่วโมง ปวดท้อง บีบเกร็ง โดยเฉพาะท้องน้อย ท้องเสียเรื้อรัง อุจจาระเหลวหรือไม่เป็นรูปร่าง ท้องผูกเรื้อรัง คลื่นไส้ อาเจียน เรอบ่อย แสบร้อนกลางอก กรดไหลย้อนเรื้อรัง ลำไส้แปรปรวน อาการทางผิวหนัง ทางเดินหายใจ ข้อ…
“อาหารล้างพิษ” ในความหมายทางวิทยาศาสตร์ เป็นอาหารที่ช่วยสนับสนุนการทำงานของอวัยวะขับพิษ อาหารที่ได้ ได้แก่ ผักตระกูลกะหล่ำ (บรอกโคลี กะหล่ำ) ที่กระตุ้นเอนไซม์ขับพิษในตับ ผักใบเขียวและคลอโรฟิลล์ ผลไม้วิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระ กระเทียมและหัวหอม (กำมะถัน) บีทรูท ใยอาหารจากธัญพืชไม่ขัดสีและถั่ว และอาหารหมักที่ให้โปรไบโอติก สิ่งที่สำคัญที่สุดในการ “ล้างพิษ” คือดื่มน้ำเปล่าให้พอ 2-3 ลิตร/วัน นอนหลับให้พอ ออกกำลังกาย และลดแหล่งของสารพิษ (แอลกอฮอล์ บุหรี่ อาหารแปรรูป) บทความนี้ครอบคลุมทุกเรื่องเกี่ยวกับการล้างพิษอย่างปลอดภัย ตั้งแต่กลไกการขับสารพิษของร่างกาย วิธีล้างพิษที่ทำได้ และเรื่องสำคัญที่ควรรู้ การล้างสารพิษ (Detox) คืออะไร คำว่า “Detoxification” หมายถึงการรักษาทางการแพทย์เฉพาะกรณี เช่น การล้างพิษจากการใช้ยาเสพติด แอลกอฮอล์รุนแรง การได้รับโลหะหนัก (ตะกั่ว ปรอท สารหนู) หรือสารเคมีอันตราย ซึ่งต้องทำภายใต้การดูแลของแพทย์ในโรงพยาบาล ใช้ยาเฉพาะและการรักษาที่ออกแบบตามชนิดของสารพิษ ไม่ใช่การกินอาหารพิเศษหรือดื่มน้ำผลไม้ คำว่า “Detox” เป็นคำที่ไม่มีคำจำกัดความทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจน บริษัทขายผลิตภัณฑ์ Detox มักไม่ระบุว่าจะขับ “สารพิษ” ตัวใดออก งานวิจัย Systematic Review ของ Klein และ Kiat ในวารสาร Journal of Human Nutrition and Dietetics ปี 2015 ที่วิเคราะห์งานวิจัยทั้งหมดเกี่ยวกับ Detox Diet สรุปว่า “ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือว่าการ Detox Diet ขับสารพิษหรือช่วยลดน้ำหนักในระยะยาว” สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อทำ Detox สุดโต่ง คือลดแคลอรีอย่างมาก สูญเสียน้ำในร่างกาย และลดอาหารแปรรูปชั่วคราว ที่ทำให้รู้สึกดีขึ้น ไม่ใช่จากการขับสารพิษโดยตรง แนะนำอาหารล้างพิษในร่างกาย ที่ช่วยสนับสนุนการขับสารพิษ ผักตระกูลกะหล่ำ สนับสนุนเอนไซม์ตับ ผักตระกูลกะหล่ำ เป็นกลุ่มอาหารที่งานวิจัยรองรับมากที่สุดในการสนับสนุนตับ บรอกโคลี กะหล่ำปลี กะหล่ำดาว กะหล่ำดอก ผักกาดเขียว มัสตาร์ด ลดการอักเสบในตับ และป้องกันความเสียหายของเซลล์ตับจากสารพิษ  ผักใบเขียวและคลอโรฟิลล์ ผักใบเขียวเข้ม อุดมด้วยคลอโรฟิลล์ที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระและจับโลหะหนักบางชนิดให้ขับออกได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังให้โฟเลต วิตามินซี วิตามินเค แมกนีเซียม เหล็ก และใยอาหาร ที่ตับและไตต้องการ ตัวอย่างผักใบเขียวไทย ได้แก่ คะน้า ผักโขม ตำลึง ผักบุ้ง ขึ้นฉ่าย ผักชี กวางตุ้ง ใบยอ ใบบัวบก ขึ้นฉ่าย (Celery) มีสารต้านอนุมูลอิสระและสารต้านการอักเสบมากกว่า 20 ชนิด ช่วยขับปัสสาวะอ่อน ๆ ได้ ผลไม้วิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระ ผลไม้ที่อุดมวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระ สนับสนุนการสร้างกลูตาไทโอนของตับ วิตามินซีในผลไม้รสเปรี้ยว (มะนาว มะกรูด ส้ม ส้มโอ เลมอน) ฝรั่ง มะขามป้อม กีวี่ สตรอว์เบอร์รี่ พริกหวานแดง ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ (บลูเบอร์รี่ สตรอว์เบอร์รี่ ราสเบอร์รี่) อุดมแอนโทไซยานินที่ลดการอักเสบและปกป้องเซลล์ตับ…
ผักผลไม้ 5 สี ประกอบไปด้วย สีเขียว (คะน้า บรอกโคลี ตำลึง ผักโขม) สีแดง (มะเขือเทศ แตงโม สตรอว์เบอร์รี่ พริกหวานแดง) สีส้ม-เหลือง (ฟักทอง แครอท มะม่วงสุก ส้ม) สีม่วง-น้ำเงิน (มะเขือม่วง บลูเบอร์รี่ องุ่นแดง กะหล่ำม่วง) และสีขาว-น้ำตาล (กระเทียม หัวหอม เห็ด กะหล่ำดอก) บทความนี้ได้รวบรวมทุกเรื่องที่เกี่ยวกับ ผักผลไม้ 5 สี แนะนำตัวอย่างผักผลไม้แต่ละสีพร้อมประโยชน์ และข้อควรรู้ในการเลือกรับประทาน ผักผลไม้ 5 สี คืออะไร ทำไมควรกินให้ครบทุกสี ผักผลไม้ 5 สีเป็นแนวคิดทางโภชนาการที่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกแนะนำ โดยอิงจากการค้นพบว่าสีของพืชแต่ละสีมาจากสารพฤกษเคมี (Phytochemicals) ที่ต่างกัน และแต่ละกลุ่มสารให้ประโยชน์ต่อสุขภาพที่แตกต่างกัน การกินผักผลไม้สีเดียวจึงได้สารอาหารแบบเดียว ในขณะที่การกินครบ 5 สีให้สารพฤกษเคมีหลากหลายที่ทำงานเสริมกัน ป้องกันโรคได้ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพสูงที่สุด ผักผลไม้ 5 สี มีอะไรบ้าง สีเขียว คลอโรฟิลล์ ลูทีน ผักผลไม้สีเขียว ได้แก่ คะน้า ผักโขม ตำลึง ผักบุ้ง บรอกโคลี กะหล่ำปลีเขียว ผักกาดหอม ผักกวางตุ้ง คึ่นช่าย ใบยอ ใบบัวบก ผลไม้สีเขียว ได้แก่ ฝรั่ง องุ่นเขียว แอปเปิ้ลเขียว กีวี่ อะโวคาโด ส้มเขียวหวาน มะนาว เป็นกลุ่มที่หาได้ง่ายและกินได้ทุกวัน สารอาหารหลักคือคลอโรฟิลล์ที่ให้สีเขียว ลูทีนและซีแซนทีนที่บำรุงดวงตา อินโดล-3-คาร์บินอลและกลูโคซิโนเลตในผักวงศ์กะหล่ำที่ป้องกันมะเร็ง วิตามินเค โฟเลต แมกนีเซียม และเหล็ก ประโยชน์ของผักผลไม้สีเขียว คือการช่วยบำรุงดวงตาและลดความเสี่ยงโรคต้อกระจกและจอประสาทตาเสื่อม (AMD) จากลูทีนและซีแซนทีน ลดการอักเสบในร่างกาย ป้องกันมะเร็งจากกลูโคซิโนเลต บำรุงระบบเลือดและการแข็งตัวของเลือดจากวิตามินเค ป้องกันโลหิตจางจากเหล็กและโฟเลต ดีต่อสุขภาพกระดูกจากแคลเซียมและแมกนีเซียม สีแดง ไลโคปีน ผักผลไม้สีแดง ได้แก่ มะเขือเทศ พริกหวานแดง พริกขี้หนูแดง บีทรูท หัวไชเท้าแดง สตรอว์เบอร์รี่ ราสเบอร์รี่ ทับทิม แตงโม แอปเปิ้ลแดง องุ่นแดง เชอร์รี่ ลูกพรุน ลูกหม่อน ประโยชน์เด่นของสีแดง ให้สารไลโคปีน (Lycopene) ที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระทรงพลัง ประโยชน์ของผักผลไม้สีแดง คือการช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งต่อมลูกหมาก ป้องกันโรคหัวใจจากการลดการอักเสบในผนังหลอดเลือด ลดการเกิดคราบไขมันในเส้นเลือด บำรุงผิวจากภายในและป้องกันความเสียหายจากแสง UV ลดความดันโลหิตจากโพแทสเซียม สีส้ม/เหลือง เบต้าแคโรทีน ผักผลไม้สีส้มและเหลือง ได้แก่ ฟักทอง แครอท พริกหวานเหลือง พริกหวานส้ม ข้าวโพดอ่อนเหลือง มันเทศสีส้ม มันเทศสีเหลือง มะละกอสุก มะม่วงสุก สับปะรด ส้ม ส้มโอ เลมอน กล้วย แคนตาลูป มะม่วงน้ำดอกไม้ ลูกพีช แอปริคอต อุดมด้วยกลุ่มคาโรทีนอยด์และเบต้าแคโรทีน…
ขมิ้นชัน (Curcuma longa) เป็นสมุนไพรไทยที่มีสรรพคุณทางยาผ่านสารเคอร์คูมิน (Curcumin) ในกลุ่มเคอร์คูมินอยด์ บทความนี้รวมทุกเรื่องเกี่ยวกับขมิ้นชัน ตั้งแต่ความรู้พื้นฐานเรื่องเคอร์คูมิน และ 8 สรรพคุณพร้อมวิธีกินให้ได้ผลต่อร่างกายดีที่สุด ขมิ้นชัน คืออะไร ขมิ้นชัน เป็นพืชล้มลุกในวงศ์ขิง (Zingiberaceae) ชื่อทางวิทยาศาสตร์คือ Curcuma longa มีเหง้าใต้ดินสีเหลืองส้มเข้ม รสเผ็ดร้อนและขมเล็กน้อย เป็นเครื่องเทศและสมุนไพรที่ใช้ในการแพทย์แผนไทย อายุรเวท และการแพทย์จีนมานานกว่า 4,000 ปี ในไทยขมิ้นชันบรรจุอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข และเป็นหนึ่งในสมุนไพรที่ได้รับการศึกษาทางวิทยาศาสตร์มากที่สุดในโลก ลักษณะและถิ่นกำเนิดของขมิ้นชัน ขมิ้นชัน มีถิ่นกำเนิดในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปลูกมากในอินเดีย ไทย จีนตอนใต้ อินโดนีเซีย เวียดนาม ลำต้นเหนือดินเป็นกาบใบหนา สูง 30-90 ซม. ดอกเป็นช่อทรงกระบอกสีขาว เหง้าใต้ดินมีหลายชั้น เนื้อในสีส้มเข้มจัด มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ในประเทศไทยปลูกได้ทั่วทุกภาค โดยเฉพาะภาคใต้และภาคตะวันออก ในอาหารไทยใช้ใส่ในแกงเหลือง แกงไตปลา ข้าวมัน ปลาหมึกย่างขมิ้น ไก่ทอดขมิ้น และเป็นส่วนผสมในเครื่องแกง สรรพคุณของขมิ้นชัน มีอะไรบ้าง 1.ต้านการอักเสบและบรรเทาอาการปวดข้อ ขมิ้นชันเป็นสมุนไพรต้านการอักเสบที่งานวิจัยรองรับมากที่สุดในโลก เคอร์คูมินสามารถยับยั้งสารกระตุ้นการอักเสบได้ งานวิจัย Meta-analysis ในวารสาร Journal of Medicinal Food ปี 2016 ในผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อม 1,030 คน พบว่าเคอร์คูมินสกัด 1,000 มก./วันลดอาการปวดและบวมเทียบเท่ายาไอบูโพรเฟน 800 มก./วัน 2.ดูแลกระเพาะอาหารและบรรเทากรดไหลย้อน ขมิ้นชัน บรรจุอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติของไทย ในตำรับยาบรรเทาอาการกระเพาะอาหารและท้องอืดท้องเฟ้อ เคอร์คูมินกระตุ้นการหลั่งเมือกในกระเพาะที่ช่วยปกป้องผนังกระเพาะจากกรด ลดการอักเสบในเยื่อบุกระเพาะ ยับยั้งเชื้อ Helicobacter pylori ที่เป็นสาเหตุของแผลในกระเพาะ ช่วยบรรเทาอาการแผลในกระเพาะและกรดไหลย้อนได้ดี 3.ต้านอนุมูลอิสระและชะลอวัย เคอร์คูมิน เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ทรงพลังที่สุดในธรรมชาติ ปกป้องเซลล์จากความเสียหายของอนุมูลอิสระที่เป็นต้นเหตุของการเสื่อมและโรคเรื้อรัง การกินขมิ้นชันเป็นประจำช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ผิว สมอง ตา และอวัยวะภายใน ลดความเสี่ยงโรคชรา เช่น สมองเสื่อม อัลไซเมอร์ พาร์กินสัน มะเร็ง  4.ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด เคอร์คูมินช่วยควบคุมน้ำตาลในเลือดผ่านการเพิ่มความไวต่ออินซูลิน ลดการดื้ออินซูลิน ปกป้องเซลล์เบต้าในตับอ่อนที่ผลิตอินซูลิน ลดการอักเสบในร่างกายที่เป็นปัจจัยร่วมของเบาหวาน 5.บำรุงหัวใจและช่วยเรื่องไขมันในเลือด ขมิ้นชันบำรุงระบบหัวใจและหลอดเลือด ผ่านการลดคอเลสเตอรอล LDL และไตรกลีเซอไรด์ในเลือด เพิ่ม HDL ลดการอักเสบในผนังหลอดเลือด ลดการเกาะตัวของเกล็ดเลือด ปรับปรุงการทำงานของผนังหลอดเลือด 6.เสริมภูมิคุ้มกันและขับลม ลดจุกเสียด ขมิ้นชัน กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันผ่านการเพิ่มจำนวนและการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกัน ต้านเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส และเชื้อรา ลดการอักเสบที่เป็นภาระต่อระบบภูมิคุ้มกัน ในตำรายาไทยใช้ขมิ้นชันเป็นยาขับลม ลดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียด แน่นท้อง คลื่นไส้ ปรับสมดุลของระบบทางเดินอาหาร 7.บำรุงผิวและช่วยสมานแผล ขมิ้นชัน มีประวัติการใช้บำรุงผิวในวัฒนธรรมเอเชียมาหลายพันปี เคอร์คูมินบนผิวออกฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา เร่งการสมานแผล ลดสิวอักเสบ ลดรอยดำหลังสิว ปรับโทนผิว ใช้ในรูปแบบมาสก์หน้า ครีมและเซรั่ม ใช้กับสิว ผิวอักเสบ กลาก สะเก็ดเงิน ขมิ้นชัน กินทุกวันอันตรายหรือไม่ การกินขมิ้นชันทุกวันในปริมาณที่เหมาะสม (1-3 กรัม/วันของผง…
13 อาหารลดน้ำตาลในเลือดที่งานวิจัยรองรับ ได้แก่ ผัก GI ต่ำ (บรอกโคลี คะน้า กระเจี๊ยบเขียว) ปลาทะเลไขมันดี (แซลมอน ทูน่า ซาร์ดีน ปลาทูไทย) ไข่ไก่ ฟักทองและเมล็ดฟักทอง ถั่วเลนทิลและถั่วชิกพี ธัญพืชไม่ขัดสี (ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต ควินัว) เบอร์รี่ แอปเปิ้ลและฝรั่ง อะโวคาโด โยเกิร์ตรสจืด กิมจิ และถั่วและเมล็ดพืช (อัลมอนด์ วอลนัท เมล็ดเจีย)  บทความนี้รวมทุกเรื่องเกี่ยวกับการลดน้ำตาลในเลือดอย่างปลอดภัย เข้าใจเกี่ยวกับภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ที่ส่งผลต่อการอักเสบ และวิธีลดน้ำตาลเบื้งอต้นอย่างเร่งด่วน น้ำตาลในเลือดสูงคืออะไร และเชื่อมโยงกับการอักเสบอย่างไร น้ำตาลในเลือดสูง (Hyperglycemia) คือภาวะที่ระดับกลูโคสในเลือดสูงกว่าค่าปกติ เกิดจากร่างกายผลิตอินซูลินไม่เพียงพอหรือเซลล์ดื้อต่ออินซูลิน ค่าน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหารปกติคือต่ำกว่า 100 มก./ดล. ภาวะก่อนเบาหวาน 100-125 มก./ดล. สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยแนะนำให้คนที่มีปัจจัยเสี่ยง (ภาวะอ้วน อายุเกิน 35 ปี ครอบครัวมีประวัติ ความดันสูง ไขมันสูง) ตรวจน้ำตาลในเลือดอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง อาการน้ำตาลในเลือดสูงที่ควรสังเกต อาการน้ำตาลในเลือดสูง ในระยะแรกมักไม่ชัดเจน อาการที่อาจสังเกตได้ คือ ปัสสาวะบ่อยและมากโดยเฉพาะตอนกลางคืน กระหายน้ำผิดปกติ หิวบ่อยทั้งที่เพิ่งกินมา น้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจ อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ตาพร่ามัวเป็นบางครั้ง แผลหายช้า ติดเชื้อที่ผิวหนังและทางเดินปัสสาวะบ่อย รู้สึกชาหรือเสียวที่ปลายมือปลายเท้า ในผู้ที่น้ำตาลสูงเรื้อรัง อาจมีผิวบริเวณคอและรักแร้ดำคล้ำ ในผู้หญิงอาจมีการติดเชื้อราในช่องคลอดบ่อย ในผู้ชายอาจมีปัญหาเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ภาวะฉุกเฉินที่ต้องไปโรงพยาบาลทันที คือน้ำตาลในเลือดเกิน 250 มก./ดล. ร่วมกับอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง หายใจเร็วและหอบ ลมหายใจมีกลิ่นผลไม้เน่า สับสน อาจเป็นภาวะคีโตอะซิโดซิส (DKA) ที่อันตรายถึงชีวิตในผู้ป่วยเบาหวาน น้ำตาลในเลือดสูงกระตุ้นการอักเสบเรื้อรังได้อย่างไร น้ำตาลในเลือดสูงเรื้อรัง กระตุ้นการอักเสบในร่างกายผ่านสองกลไกหลัก กลไกแรกคือการเกิด AGEs (Advanced Glycation End Products) ซึ่งเป็นสารที่เกิดจากน้ำตาลจับกับโปรตีนหรือไขมันในเลือด สะสมที่ผนังหลอดเลือดและเนื้อเยื่อ ทำให้เกิดการอักเสบและเสื่อมของอวัยวะ กลไกที่สองคือน้ำตาลสูงกระตุ้นการหลั่งสารกระตุ้นการอักเสบ (CRP, IL-6, TNF-α) ที่ทำลายเซลล์เป็นวงจรต่อเนื่อง ผลกระทบของน้ำตาลสูงเรื้อรัง คือทำลายหลอดเลือดทั้งใหญ่และเล็ก เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง 2-4 เท่า ทำลายไตจนเกิดไตวายเรื้อรัง ทำลายเส้นประสาทส่วนปลายและจอประสาทตา เพิ่มความเสี่ยงสมองเสื่อม อัลไซเมอร์ มะเร็งบางชนิด ลดภูมิคุ้มกัน ทำให้ติดเชื้อง่ายและแผลหายช้า 13 อาหารลดน้ำตาลในเลือด มีอะไรบ้าง 1.บรอกโคลี อุดมด้วยใยอาหารและสารซัลโฟราเฟน ที่งานวิจัยพบว่าช่วยลดน้ำตาลในเลือดในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 2.คะน้า เป็นผักใบเขียวเข้มที่ให้ใยอาหาร โพแทสเซียม วิตามินเค และสารต้านอนุมูลอิสระสูง ใยอาหารช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาล 3.กระเจี๊ยบเขียว (Okra) เป็นผักไทยที่มีสารเมือกห่อหุ้มลำไส้ ชะลอการดูดซึมน้ำตาลและไขมัน งานวิจัยจาก Jordan University พบว่ากระเจี๊ยบเขียว 100 กรัม/วัน ลดน้ำตาลในเลือดและ HbA1c ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ 4.ปลาทะเลไขมันดี เช่น แซลมอน ทูน่า…
อาหารเมดิเตอร์เรเนียนเป็นวิถีการกินที่งานวิจัยรองรับ ว่าทำให้อายุยืนที่สุดในโลก ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ 25-30% เบาหวานชนิดที่ 2 ลง 52% และสมองเสื่อม 35% หลักการสำคัญคือการกินผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี ถั่ว และน้ำมันมะกอกเป็นฐานของทุกมื้อ ตามด้วยปลาทะเล 2-3 มื้อต่อสัปดาห์ บทความนี้เป็นคู่มือฉบับคนไทยที่จะช่วยให้เริ่มกินแบบเมดิเตอร์เรเนียนเพื่อสุขภาพได้ทันที อาหารเมดิเตอร์เรเนียน คือวิถีการกิน ไม่ใช่การไดเอทระยะสั้น อาหารเมดิเตอร์เรเนียน เป็นวิธีการทานอาหารเพื่อสุขภาพที่เน้นวัตถุดิบสดใหม่จากธรรมชาติ หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป ใช้ไขมันดีอย่างน้ำมันมะกอก ผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี พืชตระกูลถั่ว และโปรตีนจากปลาเป็นเมนูหลัก จึงไม่ใช่การทานอาหารเพื่อการไดเอทลดน้ำหนักที่ทำชั่วคราว แต่เป็นวิถีการกินที่ทำได้ตลอดชีวิต ด้วยการเน้นคุณภาพของอาหารมากกว่าปริมาณ ทำไมการกินแบบเมดิเตอร์เรเนียนถึงทำให้อายุยืน อาหารเมดิเตอร์เรเนียนเป็นวิถีการกินที่ผ่านการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ยาวนานที่สุด เริ่มจากงานวิจัย Seven Countries Study ของนักชีววิทยา Ancel Keys ในปี 1950-1960 ที่ติดตามประชากรกว่า 12,000 คนใน 7 ประเทศ พบว่าคนในแถบเมดิเตอร์เรเนียน (อิตาลีตอนใต้ กรีซ) มีอัตราเสียชีวิตจากโรคหัวใจต่ำกว่าอเมริกาและยุโรปเหนือ 70-80% ทั้งที่กินไขมันรวมในระดับใกล้เคียงกัน เพราะความความแตกต่างของชนิดไขมัน โดยที่คนเมดิเตอร์เรเนียนกินไขมันไม่อิ่มตัวจากน้ำมันมะกอกและปลา ในขณะที่อเมริกากินไขมันอิ่มตัวจากเนื้อแดงและเนย อาหารเมดิเตอร์เรเนียน มีอะไรบ้าง ผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี อาหารจากพืช ควรกินทุกมื้อทุกวัน ประกอบด้วยผักหลาก (ผักใบเขียวเข้ม คะน้า ผักโขม บรอกโคลี ตำลึง ผักสีส้ม-แดง-ม่วง) ผลไม้สด (เบอร์รี่ ส้ม ฝรั่ง แอปเปิ้ล) ธัญพืชไม่ขัดสี (ข้าวกล้อง ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวโอ๊ต ควินัว ขนมปังโฮลวีท) ถั่วและเมล็ดพืช (ถั่วเลนทิล ถั่วชิกพี อัลมอนด์ วอลนัท เมล็ดเจีย แฟลกซ์) น้ำมันมะกอกเอ็กซ์ตร้าเวอร์จิ้น เป็นไขมันหลัก สมุนไพรและเครื่องเทศ (กระเทียม หอม ขิง ตะไคร้ ใบโหระพา) ให้ใยอาหาร 25-35 กรัม/วัน วิตามินและแร่ธาตุครบ และโพลีฟีนอลต้านการอักเสบสูง ปลา อาหารทะเล ถั่ว น้ำมันมะกอก โปรตีนคุณภาพ เป็นส่วนประกอบอาหารที่ควรทานเป็นประจำ ประกอบด้วย ปลาทะเลและอาหารทะเล ที่อุดมโอเมก้า 3 (แซลมอน ทูน่า ซาร์ดีน แมคเคอเรล ปลาทูไทย ปลาอินทรี ปลากระพง) ปรุงด้วยการนึ่ง ต้ม ย่าง อบ ไม่ทอด หอย กุ้ง ปู ปลาหมึก ไก่ไม่ติดหนัง ไข่ไก่ 2-7 ฟอง/สัปดาห์ ผลิตภัณฑ์นมไขมันต่ำหรือนมแกะ-แพะ โยเกิร์ตรสจืด  เนื้อแดง และของหวาน อาหารที่ควรกินน้อยที่สุดต่อสัปดาห์คือ เนื้อแดงไม่ติดมัน (เนื้อวัว เนื้อหมู เนื้อแกะ) ไม่เกิน 1-2 ครั้ง/สัปดาห์ เนื้อแปรรูป (ไส้กรอก แฮม เบคอน…
สมุนไพรลดการอักเสบในร่างกายที่ได้ผลและงานวิจัยรองรับ ได้แก่ ขมิ้นชัน (เคอร์คูมิน) ขิง (จินเจอรอล) ฟ้าทะลายโจร (แอนโดรกราโฟไลด์) กระชาย กานพลู อบเชย พริก กระเทียม ชาเขียว และสมุนไพรไทย บทความนี้ได้รวมทุกเรื่องเกี่ยวกับสมุนไพรลดการอักเสบ ตั้งแต่การอักเสบในร่างกาย สารสำคัญในสมุนไพร และวิธีใช้สมุนไพรให้ปลอดภัย สมุนไพรช่วยการอักเสบในร่างกายได้อย่างไร การอักเสบเป็นกลไกป้องกันตามธรรมชาติของร่างกาย เมื่อเจอเชื้อโรค บาดแผล หรือสิ่งกระตุ้น ระบบภูมิคุ้มกันจะตอบสนองด้วยการส่งเซลล์ไปกำจัดและซ่อมแซมเนื้อเยื่อ สมุนไพรหลายชนิดมีสารพฤกษเคมีที่ปรับสมดุลของระบบภูมิคุ้มกัน ลดการหลั่งสารกระตุ้นการอักเสบ และต้านอนุมูลอิสระที่เป็นต้นเหตุของการอักเสบเรื้อรัง สารสำคัญในสมุนไพรที่ออกฤทธิ์ต้านการอักเสบ สมุนไพรลดการอักเสบ ทำงานผ่านสารพฤกษเคมีหลัก เคอร์คูมินในขมิ้นชันเป็นสารที่งานวิจัยรองรับมากที่สุด มีฤทธิ์ต้านการอักเสบเทียบเท่ายาแก้อักเสบบางชนิด จินเจอรอลในขิงสด เปลี่ยนเป็นโชกาออลเมื่อทำให้แห้งหรือต้ม ทั้งสองสารช่วยลดการอักเสบและบรรเทาอาการปวด แอนโดรกราโฟไลด์ในฟ้าทะลายโจรช่วยยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัสและลดการอักเสบในระบบทางเดินหายใจ โพลีฟีนอลและฟลาโวนอยด์ เป็นกลุ่มสารต้านอนุมูลอิสระที่พบในชาเขียว องุ่นแดง เบอร์รี่ น้ำมันมะกอก ผักผลไม้สีเข้ม ออกฤทธิ์ปกป้องเซลล์และลดการอักเสบในระดับระบบ อัลลิซินในกระเทียมสดออกฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านเชื้อ และเสริมระบบภูมิคุ้มกัน แคปไซซินในพริกลดความรู้สึกเจ็บปวดและลดสารกระตุ้นการอักเสบ ยูจีนอลในกานพลูมีฤทธิ์ต้านการอักเสบและต้านเชื้อแบคทีเรียระดับสูง สารทั้งหมดนี้ทำงานร่วมกันในร่างกาย ทำให้สมุนไพรหลายชนิดร่วมกันให้ผลดีกว่าใช้ตัวเดียว สมุนไพรลดการอักเสบในร่างกาย มีอะไรบ้าง ขมิ้นชัน ขมิ้นชันเป็นสมุนไพรต้านการอักเสบที่ได้รับการศึกษามากที่สุดในโลก สารสำคัญคือเคอร์คูมินที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบเทียบเท่ายาแก้อักเสบกลุ่ม NSAID บางชนิด งานวิจัยมากกว่า 3,000 ฉบับยืนยันคุณสมบัติในการลดการอักเสบเรื้อรัง ลดอาการปวดข้อในผู้ป่วยข้ออักเสบรูมาตอยด์และข้อเสื่อม บำรุงตับ ลดการอักเสบในระบบทางเดินอาหาร ปริมาณที่แนะนำคือผงขมิ้นชัน 1-3 กรัม/วัน หรือเคอร์คูมินสกัด 500-2,000 มก./วัน  ขิง ขิงเป็นสมุนไพรไทยที่หาง่ายและมีสารจินเจอรอลออกฤทธิ์ต้านการอักเสบ ลดอาการปวด งานวิจัยพบว่าการกินขิง 1-2 กรัม/วันช่วยลดอาการปวดข้อในผู้ป่วยข้ออักเสบรูมาตอยด์และข้อเสื่อม ลดอาการคลื่นไส้อาเจียนในคนท้อง คนทำเคมีบำบัด คนเมารถ ลดอาการปวดประจำเดือน ลดอาการปวดกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกาย ขิงยังช่วยขับลม แก้ท้องอืด บรรเทาอาการไอและเจ็บคอ วิธีกินที่ได้ผลคือขิงสด 3-4 กรัม/วัน หรือขิงแห้ง 1-2 กรัม/วัน ใส่ในอาหาร ต้มเป็นน้ำขิง ผสมกับน้ำผึ้งและมะนาว หรือใช้เป็นเครื่องเทศแห้ง กระชาย กระชายเป็นสมุนไพรไทยที่ออกฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านเชื้อ และเสริมระบบภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะในระบบทางเดินหายใจ ช่วยขับลม แก้ท้องอืด ลดการอักเสบในระบบทางเดินอาหาร และเสริมสมรรถภาพทางเพศชาย วิธีใช้คือกินกระชายสดเป็นผักจิ้มน้ำพริก ใส่ในแกงและผัด คั้นน้ำผสมน้ำผึ้งและมะนาว หรือเสริมในรูปแคปซูล ปริมาณกระชายสดที่ปลอดภัยคือ 5-10 กรัม/วัน ระวังการกินติดต่อกันนานเกินไปเพราะอาจมีผลต่อตับและการแข็งตัวของเลือด ฟ้าทะลายโจร ฟ้าทะลายโจร เป็นสมุนไพรไทยที่อยู่ในบัญชียาแห่งชาติ มีสารแอนโดรกราโฟไลด์ที่ออกฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านไวรัส และกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ใช้บรรเทาอาการไข้หวัด เจ็บคอ คออักเสบ หลอดลมอักเสบ ลดไข้ ลดอาการท้องเสีย วิธีกินที่แนะนำคือในรูปแคปซูล เลือกผลิตภัณฑ์ที่ระบุปริมาณแอนโดรกราโฟไลด์ชัดเจน ขนาด 60-180 มก./วัน แบ่งกิน 3-4 ครั้ง หลังอาหาร ใช้ไม่เกิน 5-7 วันติดต่อกัน ข้อควรระวังที่สำคัญคือฟ้าทะลายโจรอาจทำให้ความดันต่ำ ใจสั่น แพ้ผื่นคัน และมีผลต่อตับและไตถ้ากินติดต่อกันนานเกิน ห้ามใช้ในคนท้อง คนให้นมบุตร กานพลูและอบเชย กานพลู เป็นเครื่องเทศที่มีน้ำมันหอมระเหยและสารยูจีนอลในปริมาณสูง ออกฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา ใช้ดับกลิ่นปาก แก้ปวดฟัน ลดการอักเสบในช่องปาก น้ำมันกานพลูใช้ป้ายปวดฟันชั่วคราว…
ไขมันดี (HDL – High-Density Lipoprotein) คือคอเลสเตอรอลชนิดดีที่ทำหน้าที่ขนส่งคอเลสเตอรอลส่วนเกินจากผนังหลอดเลือดและเนื้อเยื่อกลับไปที่ตับเพื่อกำจัด ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด ค่า HDL ปกติในผู้ชายควรมากกว่า 40 มก./ดล. ผู้หญิงมากกว่า 50 มก./ดล.  บทความนี้รวมทุกเรื่องเกี่ยวกับไขมันดี ตั้งแต่ความแตกต่างระหว่าง HDL กับ LDL ประเภทของไขมันดี ประโยชน์ และ 9 วิธีเพิ่มไขมันดีและลดไขมันเลว พร้อมอาหารที่ควรเลี่ยง ไขมันดีคืออะไร ทำไมร่างกายถึงขาดไม่ได้ ไขมันดี หมายถึงไขมันที่กินแล้วช่วยเพิ่ม HDL และลดความเสี่ยงโรคหัวใจ โดย ไขมัน (Lipids) เป็นสารอาหารหลัก 1 ใน 3 ร่วมกับโปรตีนและคาร์โบไฮเดรต ให้พลังงานสูงสุด 9 กิโลแคลอรีต่อกรัม ไขมันในร่างกายมีหน้าที่สำคัญหลายอย่าง สะสมเป็นพลังงานสำรอง สร้างผนังเซลล์ทุกเซลล์ในร่างกาย เป็นวัตถุดิบสร้างฮอร์โมนเพศและคอร์ติซอล ช่วยดูดซึมวิตามินที่ละลายในไขมัน ปกป้องอวัยวะภายในและรักษาอุณหภูมิร่างกาย ไขมันดี (HDL) กับ ไขมันเลว (LDL) ต่างกันอย่างไร HDL (High-Density Lipoprotein) และ LDL (Low-Density Lipoprotein) เป็นไลโปโปรตีนที่ขนส่งคอเลสเตอรอลในเลือด HDL เปรียบเสมือนรถขนขยะของร่างกาย ทำหน้าที่เก็บและขนคอเลสเตอรอลส่วนเกินจากผนังหลอดเลือดกลับไปที่ตับเพื่อกำจัด ระดับ HDL ที่สูงจึงช่วยป้องกันการสะสมของคราบไขมันในผนังหลอดเลือด ลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง ค่า HDL ที่แนะนำคือผู้ชายมากกว่า 40 มก./ดล. ผู้หญิงมากกว่า 50 มก./ดล. ค่าที่ดีมากคือมากกว่า 60 มก./ดล. เมื่อ LDL มีมากเกิน คอเลสเตอรอลจะสะสมในผนังหลอดเลือดเป็นคราบไขมัน (Atherosclerotic Plaque) ทำให้หลอดเลือดตีบและแข็ง เพิ่มความเสี่ยงหัวใจวายและโรคหลอดเลือดสมอง ค่า LDL ปกติคือต่ำกว่า 130 มก./ดล. สำหรับคนทั่วไป ผู้ป่วยเบาหวานหรือมีความเสี่ยงสูงควรต่ำกว่า 100 มก./ดล. คนที่เคยมีเหตุการณ์หัวใจหรือหลอดเลือดสมองมาแล้วควรต่ำกว่า 70 มก./ดล. กลุ่มอาหารไขมันดี มีอะไรบ้าง ไขมันดีในอาหาร แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (โอเมก้า 9) ในน้ำมันมะกอก อะโวคาโด อัลมอนด์ ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนโอเมก้า 3 (EPA, DHA, ALA) ในปลาทะเล วอลนัท เมล็ดเจีย และโอเมก้า 6 ในน้ำมันพืชและถั่ว แหล่งอาหารหลักคือปลาแซลมอน ทูน่า ซาร์ดีน อะโวคาโด ถั่วและเมล็ดพืช น้ำมันมะกอกเอ็กซ์ตร้าเวอร์จิ้น ไข่ไก่ และดาร์กช็อกโกแลต ไขมันดีโอเมก้า 3 มีประโยชน์อย่างไร โอเมก้า 3 EPA และ DHA ที่พบในปลาทะเล เป็นไขมันดีที่งานวิจัยรองรับมากที่สุด ประโยชน์หลักด้านหัวใจและหลอดเลือด ลดไตรกลีเซอไรด์ในเลือดได้ 20-30% เมื่อกินปริมาณ 2-4 กรัม/วัน ลด LDL…
อาหารต้านการอักเสบ คือกลุ่มอาหารที่ช่วยลดการอักเสบในร่างกาย ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคเรื้อรังหลายโรค เช่น โรคหัวใจ เบาหวานชนิดที่ 2 ข้ออักเสบ และอัลไซเมอร์ อาหารกลุ่มหลักที่ควรกินคือปลาไขมันดี เช่น แซลมอน, ทูน่า, ซาร์ดีน ผักใบเขียวเข้ม ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ถั่วและธัญพืชไม่ขัดสี น้ำมันมะกอก และสมุนไพรอย่างขมิ้นชันและขิง โดยงานวิจัยจาก Harvard Medical School และ Mayo Clinic ยืนยันว่าการกินแบบ Mediterranean Diet หรือ DASH Diet สามารถช่วยลดการอักเสบในเลือดได้ 20-30% ภายใน 3-6 เดือนเลยทีเดียว สาเหตุของการอักเสบเรื้อรัง และรายการอาหารที่ช่วยลดการอักเสบมีอะไรบ้าง สามารถหาคำตอบได้จากบทความนี้ การอักเสบในร่างกายคืออะไร การอักเสบ เป็นกลไกป้องกันตามธรรมชาติของร่างกาย เมื่อเจอเชื้อโรคหรือบาดแผล ระบบภูมิคุ้มกันจะส่งเซลล์เม็ดเลือดขาวไปยังบริเวณนั้นเพื่อกำจัดและซ่อมแซมเนื้อเยื่อ การอักเสบจึงไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเสมอไป เพราะเป็นกระบวนการที่ช่วยให้ร่างกายฟื้นตัว ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อการอักเสบไม่ยอมหยุด และกลายเป็นการอักเสบเรื้อรังที่ดำเนินอยู่หลายเดือนหรือหลายปี ซึ่งเป็นสาเหตุพื้นฐานของโรคเรื้อรังมากมายที่ตามมา การอักเสบเฉียบพลัน และ การอักเสบเรื้อรัง ต่างกันอย่างไร การอักเสบเฉียบพลัน สามารถเกิดขึ้นได้ทันทีและคงอยู่ภายในระยะเวลาสั้นๆ มักจบภายในไม่กี่ชั่วโมงถึง 1-2 สัปดาห์ มีอาการเด่นที่สังเกตได้ชัดเจนอย่างการ ปวด บวม แดง ร้อน เช่น บาดแผลที่บวมแดง ข้อเท้าแพลงที่บวม หรือไข้หวัดที่มีไข้สูง 2-3 วัน เมื่อเชื้อโรคหายไปหรือซ่อมแซมแผลเสร็จ การอักเสบจึงจะค่อยลดและหายไปเอง การอักเสบเรื้อรังเป็นการอักเสบระดับต่ำ ที่ดำเนินอยู่ตลอดหลายเดือนหรือหลายปี โดยไม่มีอาการชัดเจน ร่างกายอาจไม่รู้ตัวว่ามีการอักเสบเกิดขึ้น จนกระทั่งเริ่มเกิดความเสียหายในระยะยาว สาเหตุมักมาจากการกินอาหารแปรรูปและน้ำตาลสูง การสูบบุหรี่ ความเครียดสะสม การพักผ่อนไม่เพียงพอ ไขมันในช่องท้องสูง การติดเชื้อเรื้อรัง และมลพิษ การตรวจเลือดสามารถบ่งชี้การอักเสบเรื้อรังได้ผ่านค่า CRP (C-Reactive Protein) ที่สูงกว่า 3 มก./ลิตร ซึ่งเป็นค่าที่แพทย์ใช้ประเมินความเสี่ยงของการอักเสบเรื้อรัง การอักเสบเรื้อรัง ทำให้เกิดโรคอะไรบ้าง งานวิจัยจาก National Institutes of Health (NIH) พบว่าการอักเสบเรื้อรัง เป็นรากฐานของโรคเรื้อรังหลายโรค เช่นโรคหัวใจและหลอดเลือดเกิดจากการอักเสบในผนังหลอดเลือด ที่นำไปสู่การสะสมคราบไขมัน, เบาหวานชนิดที่ 2 มีการอักเสบที่ทำให้เซลล์ดื้อต่ออินซูลิน, โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์และข้อเสื่อมเกี่ยวข้องโดยตรงกับการอักเสบที่ข้อต่อ, มะเร็งหลายชนิดเชื่อมโยงกับการอักเสบเรื้อรังที่ทำให้เซลล์เปลี่ยนแปลงผิดปกติ, โรคทางสมองอย่างอัลไซเมอร์และพาร์กินสัน ก็พบว่ามีการอักเสบในระบบประสาทเป็นปัจจัยร่วม, รวมถึงโรคลำไส้แปรปรวน ลำไส้อักเสบเรื้อรัง ซึมเศร้า และโรคภูมิแพ้ตัวเอง การลดการอักเสบผ่านอาหาร จึงเป็นการลงทุนเพื่อป้องกันโรคได้ในระยะยาว อาการที่บ่งบอกว่าร่างกายกำลังอักเสบ อาการที่สังเกตได้ด้วยตัวเอง การอักเสบเรื้อรัง มักมีสัญญาณที่ร่างกายแสดงออกมา เช่น อาการอ่อนเพลียและเหนื่อยล้าตลอดวันแม้นอนเต็มอิ่ม เป็นเพราะร่างกายใช้พลังงานในการจัดการกับการอักเสบ, การปวดเมื่อยตามร่างกายโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน โดยเฉพาะตามข้อต่อและกล้ามเนื้อ, ปัญหาผิวพรรณ เช่น สิวเรื้อรัง ผื่นคัน ผิวอักเสบ สะเก็ดเงิน, ระบบย่อยอาหารแปรปรวน ท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องเสียสลับท้องผูก ซึ่งบ่งชี้ถึงการอักเสบในลำไส้ นอกจากนี้ยังมีอาการอื่นที่อาจเชื่อมโยงกัน ได้แก่ อารมณ์แปรปรวนและซึมเศร้า, ความจำและสมาธิสั้น,  ภูมิแพ้กำเริบบ่อย, เป็นหวัดง่ายและหายช้า, ปวดศีรษะเรื้อรัง, ปวดประจำเดือนรุนแรง ถ้ามีอาการเหล่านี้หลายหลายสัปดาห์ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจเลือดและประเมินผลหาสาเหตุที่แท้จริง ปัจจัยที่กระตุ้นการอักเสบ ปัจจัยด้านอาหาร เป็นตัวกระตุ้นการอักเสบที่ควบคุมได้ง่ายที่สุด…
13 อาหารลดความดันโลหิตสูงที่ดีที่สุด คือผักใบเขียว (คะน้า บรอกโคลี) ผลไม้โพแทสเซียมสูง (กล้วย กีวี อะโวคาโด) ปลาและโปรตีนไม่ติดมัน (ปลานิล เนื้อสันใน) ธัญพืชและถั่ว (ควินัว ถั่วขาว มันเทศ) และโยเกิร์ตรสธรรมชาติ  บทความนี้ได้รวมทุกเรื่องเกี่ยวกับอาหารลดความดันโลหิตสูง ตั้งแต่การอ่านค่าความดัน อาหารที่ห้ามกิน วิธีลดความดันแบบเร่งด่วน และข้อควรระวังเรื่องความดันโลหิตสูง ความดันโลหิตสูงคืออะไร และค่าความดันเท่าไหร่ถึงอันตราย ความดันโลหิตสูง (Hypertension) คือภาวะที่ความดันในหลอดเลือดแดงสูงกว่าค่าปกติอย่างต่อเนื่อง เป็นภัยเงียบเพราะส่วนใหญ่ไม่มีอาการ แต่ทำลายอวัยวะสำคัญในระยะยาว องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าประชากรโลกประมาณ 1.28 พันล้านคนเป็นความดันสูง และในไทยมีผู้ป่วยมากกว่า 14 ล้านคน เกินครึ่งไม่รู้ตัวว่าเป็น การตรวจวัดความดันเป็นประจำจึงสำคัญแม้รู้สึกแข็งแรงปกติ ความดันสูง มีวิธีอ่านค่าอย่างไร ค่าความดันแบ่งเป็น 2 ตัว ตัวบน (Systolic) เป็นแรงดันขณะหัวใจบีบ ตัวล่าง (Diastolic) เป็นแรงดันขณะหัวใจคลาย วิธีวัดค่าความดันให้ได้ค่าแม่นยำที่สุด คือนั่งพักอย่างน้อย 5 นาทีก่อนวัด ไม่ออกกำลังกาย ไม่ดื่มกาแฟ ไม่สูบบุหรี่ ไม่กินอาหารหนักก่อนทำการวัดใน 30 นาที นั่งหลังตรงเท้าวางราบ แขนวางบนโต๊ะระดับเดียวกับหัวใจ วัด 2-3 ครั้งห่างกัน 1-2 นาที ความดันสูง เกี่ยวกับโรคเรื้อรังใดบ้าง ความดันสูงเรื้อรัง ทำลายอวัยวะสำคัญหลายระบบ ระบบหัวใจและหลอดเลือดเป็นอันดับแรก ความดันที่สูงต่อเนื่องทำให้ผนังหลอดเลือดแข็งและตีบ นำไปสู่หัวใจวาย (Heart Attack) และหัวใจล้มเหลว โดยโรคความดันสูงเป็นสาเหตุอันดับ 1 ของโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ทำให้พิการหรือเสียชีวิตได้ และเพิ่มความเสี่ยงสมองเสื่อม วิธีสังเกตุอาการความดันสูง ความดันสูง มักไม่มีอาการชัดเจน เป็นอาการที่บางคนรู้สึกเมื่อความดันสูงมาก ได้แก่ ปวดศีรษะรุนแรงโดยเฉพาะที่ท้ายทอยตอนเช้า เวียนศีรษะ มึนงง รู้สึกหัวใจเต้นแรงหรือเร็วผิดปกติ ตามัวหรือเห็นเป็นจุดดำ ใบหน้าแดงร้อน หายใจไม่เต็มที่ เลือดกำเดาออกบ่อยโดยไม่มีสาเหตุ มีเสียงในหู เหนื่อยง่ายผิดปกติ ในกรณีรุนแรงอาจมีเจ็บหน้าอกร้าวไปแขนซ้ายหรือกราม แขนขาอ่อนแรง พูดไม่ชัด มึนงงสับสน ซึ่งเป็นสัญญาณของหัวใจขาดเลือดและโรคหลอดเลือดสมอง ต้องรีบพบแพทย์ทันที กลุ่มอาหารลดความดันโลหิตสูง กลุ่มผัก ผักใบเขียวเข้ม เป็นกลุ่มอาหารที่อุดมโพแทสเซียมและไนเตรท (Nitrate) ที่ช่วยคลายผนังหลอดเลือด อันดับ 1 คะน้า ให้โพแทสเซียม 491 มก. แมกนีเซียม 33 มก. และวิตามินเค สูงต่อ 100 กรัม กินสด ผัด ต้ม หรือนำไปใส่ในซุปและแกงจืดได้หลากหลาย ช่วยลดความดันเฉลี่ย 3-4 mmHg เมื่อกินเป็นประจำ  อันดับ 2 บรอกโคลี อุดมด้วยซัลโฟราเฟน โพแทสเซียม 316 มก. แมกนีเซียม 21 มก. ต่อ 100 กรัม ช่วยลดการอักเสบในหลอดเลือด อันดับ 3 พริกหวานแดง อุดมด้วยวิตามินซี (190…

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า
Promotion Line Call