Category: เรื่องน่ารู้

อาการนอนไม่หลับดูเหมือนว่าจะมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป ความเครียด กดดัน พร้อมทั้งความวิตกกังวลที่มากขึ้น ใครที่เจอปัญหานี้อยู่และอยากรีบแก้อาการนอนไม่หลับ ธรรมชาติเพื่อให้เป็นผลดีกับร่างกายในระยะยาว วันนี้เราลองมาเก็บเทคนิคไปใช้กันดีกว่า  วิธีแก้อาการนอนไม่หลับมีอะไรบ้าง ถึงเวลามาเก็บวิธีแก้อาการนอนไม่หลับ ธรรมชาติกันแล้ว ใครที่ยังไม่อยากหันหน้าไปพึ่งยานอนหลับ เรามาพยายามกับตัวเองกันอีกครั้ง เผื่อว่าวิธีเหล่านี้จะทำให้คุณสามารถกลับมานอนเต็มอิ่ม พักผ่อนเต็มที่ เพื่อพร้อมลุยกับทุกวันมากขึ้น เริ่มจากสิ่งแวดล้อมใกล้ตัวก่อน แม้ว่าอาจไม่ใช่แก้อาการนอนไม่หลับวัยทอง หรือวัยอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดผลในทันที แต่การเริ่มค่อย ๆ ปรับสิ่งแวดล้อมให้น่านอนมากขึ้นก็มีส่วนช่วยได้เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะส่วนของเตียงที่ต้องทำความสะอาด เลือกแบบที่นอนสบายไม่ปวดเมื่อย ขจัดฝุ่น เย็นสบาย เวลานอนต้องมืดสนิท ปรับอากาศในแบบที่ชอบ ทั้งหมดเมื่อรวมตัวกันจะช่วยส่งเสริมสุขภาพการนอนได้เป็นอย่างดี เลี่ยงคาเฟอีน เวลา 6 ชั่วโมง ก่อนนอนคือ เวลาที่เครื่องดื่มมีคาเฟอีนแก้วสุดท้ายจะเข้าสู่ร่างกายของคุณ เพื่อป้องกันไม่ให้ฤทธิ์ของมันยังกวนคุณอยู่ในเวลาที่ต้องการพักผ่อน โดยเครื่องดื่มประเภทนี้รวมทั้งชา กาแฟ น้ำอัดลม ช็อกโกแลต โกโก้ พยายามจัดตารางตื่นและนอน การนอนเวลาเดิม ตื่นเวลาเดิม ทำวันละเล็กละน้อยจะค่อย ๆ ปรับให้การนอนของคุณสมดุลมากขึ้น เพื่อให้คุณนอนหลับได้เพียงพอ ไม่ง่วงระหว่างวันแล้วเผลองีบจนเป็นผลกระทบมาถึงการนอนในเวลากลางคืน เน้นเป็นพิเศษสำหรับการแก้อาการนอนไม่หลับในผู้สูงอายุ เพราะอาจมีช่วงที่ง่วงระหว่างวัน จึงควรจัดตารางการนอนและตื่น พร้อมทำตามอย่างเป็นระเบียบมากขึ้น เลือกกิจกรรมมากระตุ้นการนอนหลับ ไม่ว่าจะเป็นอะไรที่เคยทำแล้วง่วง ลองเอามาทำก่อนนอนกันดู ไม่ว่าจะเป็นการอ่านหนังสือ สวดมนต์ นั่งสมาธิ ฟังธรรมะ แต่เน้นเลี่ยงการดูโทรทัศน์ และการเล่นสมาร์ทโฟนมากจนเกินไปก่อนนอน เพราะอาจทำให้ร่างกายตื่นตัวมากขึ้นได้ มองหาเครื่องดื่มที่ส่งเสริมการนอน นม โยเกิร์ต นมเปรี้ยว แบบรสธรรมชาติมีส่วนช่วยเพิ่มความผ่อนคลาย ช่วยเสริมประสิทธิภาพการนอนหลับ ซึ่งเป็นเคล็ดลับที่ทั่วโลกทำตามคนญี่ปุ่น ด้วยการหาผลิตภัณฑ์เหล่านี้มากินก่อนนอน เพราะมีทริปโตเฟน กรดอะมิโนจำเป็นที่ส่งผลกับการผลิตฮอร์โมน ทั้งหมดสามารถรวมตัวกันเพื่อช่วยเป็นการแก้อาการนอนไม่หลับ ธรรมชาติให้คุณได้เป็นอย่างดี สารอะไรในนมและโยเกิร์ตที่ช่วยแก้ไขอาการนอนไม่หลับ ดูเหมือนว่าการแก้อาการนอนไม่หลับ ธรรมชาติที่ง่ายที่สุดในตอนนี้คือ การมองหานมหรือโยเกิร์ตมากินเพื่อเสริมสุขภาพการนอนหลับ โดยใช้สารจากธรรมชาติ เพื่อช่วยเพิ่มความผ่อนคลาย แถมยังให้ร่างกายได้ประโยชน์อื่น ๆ ไปใช้ตอนนอน โดยสารในนมตัวนี้คือทริปโตเฟน ซึ่งสำหรับสารตัวนี้หากได้รับจะเป็นการแก้อาการนอนไม่หลับ ธรรมชาติที่ดีที่สุดเลยทีเดียว เพราะทริปโตเฟนนั้นเป็นตัวหลักในการสร้างฮอร์โมนอย่าง เซโรโมนิน และเมลาโทนิน ในส่วนของเซโรโทนินนั้นเป็นสารสื่อประสาทที่คุมฮอร์โมนการนอนหลับ และความสุข ช่วยทำให้รู้สึกผ่อนคลาย สงบ ส่วนเมลาโมนินนั้นจะช่วยลดการตื่นตัว ส่งเสริมให้ร่างกายนอนหลับได้ง่ายขึ้น ดังนั้นเมื่อได้รับทริปโตเฟนจากนมหรือโยเกิร์ตแล้วนั้นจะกลายเป็นสารสื่อประสาทที่ทำให้หลับสบายนั่นเอง ซึ่งสารตัวนี้ร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์เองได้ ต้องทานอาหารที่มีเข้าไปเพื่อเสริมเท่านั้น แก้ไขอาการนอนไม่หลับ ธรรมชาติด้วยผลิตภัณฑ์จากนมที่ Butterfly นอกจากการมองหาผลิตภัณฑ์นมและโยเกิร์ตมาเติมเต็มสุขภาพการนอนของคุณให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นแล้ว ยังควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ผ่านกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน สะอาด ปลอดภัย พร้อมทั้งเลือกแบบที่มาจากธรรมชาติมากที่สุดอย่างการเป็นผลิตภัณฑ์ออร์แกนิคนั่นเอง ทั้งหมดนี้คุณสามารถหาเจอได้ง่าย ๆ ที่ Butterfly เพราะที่นี่ตั้งใจผลิตสินค้าทุกชิ้นด้วยความใส่ใจมากที่สุด เพื่อมอบทั้งสุขภาพที่ดี ไปพร้อมกับความอร่อยให้กับผู้บริโภคทุกคน หากต้องการสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับสินค้า หรือการจัดส่งเพิ่มเติม สามารถติดต่อเข้ามาได้ที่ 034 110 496 (สำนักงานใหญ่) หรือที่ LINE : @butterflyorganic และยังสามารถเลือกสินค้าในประเภทต่าง ๆ ของทางบริษัท ได้ที่หน้าเว็บไซต์ของ Butterfly ซึ่งบอกเลยว่าในเว็บไซต์นั้นไม่ได้มีแค่สินค้า แต่มีสาระความรู้ดี ๆ ที่คุณไม่ควรพลาดรอให้คุณได้ใช้ประโยชน์กันอีกด้วย FAQ : รวมคำถามของคนแก้อาการนอนไม่หลับ ตื่นกลางดึก ทำยังไงให้หลับภายใน1นาที เทคนิคการหายใจแบบ “4-7-8” ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย เริ่มจากการนั่งหรือนอนในท่าที่สบาย วางปลายลิ้นไว้ที่เพดานปาก หลังฟันหน้า วางไว้ที่ตรงนี้ตลอด ไล่ลมหายใจออกจากปอดอย่างช้า…
แม้ว่าอาจไม่ใช่การแก้ปัญหาได้ทั้งหมด แต่การกินอาหารแก้เครียดมีส่วนช่วยได้จริง เพราะเมื่อเวลาที่ร่างกายเครียดต่อเนื่องเรื่อย ๆ ตัวต่อมหมวกไตจะใช้วิตามินในร่างกายมากขึ้น และทำให้เริ่มขาดวิตามิน ทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย และอาจมาถึงขั้นของการนอนไม่หลับ ท้องผูก จนไปถึงเป็นโรคซึมเศร้าได้เลยทีเดียว ดังนั้นการกินอาหารบางอย่างที่มีประโยชน์ วิตามิน แร่ธาตุ หรือสารอาหารที่จะเข้ามาช่วยเติมเต็มส่วนที่หายไปนั้นก็เท่ากับเป็นการเติมความสุข เพิ่มอารมณ์ที่ดี ลดความเครียดให้กับคุณไปได้ในตัวนั่นเอง อาหารแก้เครียดมีอะไรบ้าง ใครกำลังเครียด ๆ หรืออยากหาอาหารแก้เครียดไปฝากคนที่คุณรัก เราลองมาดูกันดีกว่าว่า อาหารลดความเครียด คืออะไรบ้างที่ได้รับความนิยม ในแบบที่ไม่ควรพลาดที่จะมีติดบ้านกันเอาไว้ นมและโยเกิร์ต สำหรับผลิตภัณฑ์สองอย่างนี้ไม่ได้พกมาแค่สารอาหารที่จำเป็น และดีกับระบบประสาทของคุณเท่านั้น แต่มาพร้อมกับทริปโตเฟน ที่จะเข้ามาทำให้จิตใจมีความสงบลง ผ่อนคลายมากขึ้น ถือว่าเป็นหนึ่งในสารอาหารที่ช่วยลดความเครียดที่ไม่ควรพลาด ถ้าเป็นไปได้ควรดื่มนมก่อนนอน หรือช่วงเวลาที่สะดวกเพื่อเพิ่มความผ่อนคลาย แค่ถ้าใครแพ้แลคโตสลองเลือกเป็นโยเกิร์ตที่มีแลคโตสน้อยกว่าแทน ก็สามารถช่วยเพิ่มความผ่อนคลาย และความสงบให้กับคุณได้เช่นกัน กล้วย ผลไม้ที่หาซื้อง่ายตัวนี้กลับมาพร้อมกับความสามารถในการช่วยลดความเครียดให้กับคุณได้เป็นอย่างดี เพราะมีโพแทสเซียม และเกลือแร่อยู่ พร้อมทั้งมีทริปโตเฟน กรดอะมิโน ทั้งหมดช่วยทั้งลดความเครียด เพิ่มความสุข แถมยังช่วยให้นอนหลับได้ง่ายขึ้น ใครเครียดอยู่ลองหยิบกล้วยมากินกันสักลูกดีกว่า ปลา ไม่ว่าจะเป็นทูน่า แซลมอน หรือปลาน้ำจืดก็สามารถให้โอเมก้า 3 เพื่อกระตุ้นอะดรีนาลีนให้กับคุณได้เช่นกัน และมีส่วนช่วยป้องกันเรื่องของโรคหัวใจที่อาจเกิดจากความเครียด ไปพร้อมกับเติมวิตามินบี 6 และ 12 ที่ช่วยกระตุ้นสารความสุขให้กับคุณได้อีกด้วย ถั่ว อาหารแก้เครียด ปวดหัวจากภาระงาน การเรียนลองหาอะไรมาเคี้ยวผ่อนคลาย และได้ประโยชน์ไปพร้อมกันอย่างถั่วดีกว่า เพราะมีทั้งวิตามินบี อี แมกนีเซียม พร้อมทั้งสังกะสี ทั้งหมดสามารถช่วยกันลดความเครียดให้กับคุณได้ หรือแม้แต่นมถั่วอย่างนมอัลมอนด์ก็มีส่วนช่วยเรื่องนี้ได้ดีเช่นกัน ดาร์กช็อกโกแลต ตัวช่วยยอดฮิตของคนรุ่นใหม่ การกินช็อกโกแลตช่วยลดความเครียดให้กับร่างกายของคุณได้เป็นอย่างดี เพราะมีสารอย่าง Flavonols ที่จะทำให้ความดันโลหิตสมดุล ดีกับสมอง เน้นการเลือกดาร์กช็อกโกแลตที่มาพร้อมโกโก้ 70% ขึ้นไปจะดีกับสุขภาพ พร้อมทั้งช่วยลดความเครียดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นมและโยเกิร์ตทำไมถึงเหมาะจะเป็นอาหารลดความเครียด เรามาเจาะลึกถึงอาหารแก้เครียดสองตัวหลัก ๆ อย่างนมและโยเกิร์ตกันดีกว่าว่าทำไมถึงเหมาะที่จะใช้เป็นตัวเลือกคลายเครียดให้กับคุณ เผื่อว่าข้อไหนคลิกกับไลฟ์สไตล์จะได้ไม่รอช้ารีบไปหานมและโยเกิร์ตคุณภาพออร์แกนิคมาดูแลตัวเองกันเลย ซื้อได้ง่ายและสะดวก ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ทั้งนม โยเกิร์ต หรือแม้แต่นมเปรี้ยว นมอัลมอนด์ในตอนนี้เป็นสิ่งที่สามารถหาได้ง่าย แถมยังพกพาสะดวก ไม่ว่าจะเป็นเวลาไหนการหยิบขึ้นมากินก็ดูจะไม่รบกวนเวลาเหมือนกับอาหารลดความเครียดตัวอื่น ๆ ดังนั้นทั้งเช้า สาย เที่ยง บ่าย เย็น หรือแม้แต่ก่อนนอนคุณก็สามารถทานสิ่งเหล่านี้ได้อย่างสะดวกสบาย คล่องตัว ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์อย่างแน่นอน มีน้ำตาลจากธรรมชาติ เพิ่มความสุข ความหวานทำให้อารมณ์ดี แต่หวานมากไปก็ไม่ดี ต้องหวานจากธรรมชาติแบบพอเหมาะถึงจะช่วยให้ร่างกายได้ประโยชน์ ซึ่งความหวานจากโยเกิร์ตรสธรรมชาตินั้น หรือน้ำตาลจากนมนั้นช่วยคลายเครียดได้ดี แบบที่ไม่ทำร้ายหรือกัดกร่อนฟันเหมือนน้ำตาลทั่วไป ลดอาการของสมองที่ล้า ใครที่ทำงานหนัก เรียนเยอะ แน่นอนว่าสมองย่อมรู้สึกเหนื่อยล้าได้ไม่ต่างจากการออกกำลังกายแบบอื่น ๆ เลยทีเดียว แต่ถ้าเลือกกินโยเกิร์ตมีผลการทดลองออกมาชัดเจนเลยว่าสามารถเชื่อมต่อพื้นที่สีเทาในสมอง และเยื่อหุ้มสมองส่วนหน้าที่ส่งผลกับเรื่องของความเข้าใจได้ดี ทำให้คุณและสมองทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ วิธีการกินนมและโยเกิร์ตให้กลายเป็นการกินแก้เครียด สำหรับวิธีการในการกินอาหารแก้เครียดอย่างนมและโยเกิร์ตนั้น มีเทคนิคในเรื่องของเวลา เพื่อให้ได้ประโยชน์ และลดความเครียดได้มากขึ้น แต่จะต้องกินเวลาไหนบ้างมาดูกันเลย ช่วงเวลา 05.00 – 07.00 สำหรับผลิตภัณฑ์นมที่เหมาะกับช่วงเวลานี้คือสิ่งที่มีจุลินทรีย์ เพราะลำไส้ใหญ่ทำงาน จึงควรเลือกเป็นนมเปรี้ยวหรือโยเกิร์ตเพื่อกระตุ้นการทำงานของลำไส้ใหญ่ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งเมื่อร่างกายขับของเสียออกได้ดี ความตึงเครียดก็จะลดลง ช่วงเวลา 07.00 – 09.00 ถ้าใครเน้นกินอาหารเช้าลองเพิ่มนม โยเกิร์ต เข้าไปในมื้ออาหาร เพื่อเป็นการเพิ่มพลังงาน และยังช่วยกระตุ้นการทำงานของกระเพาะได้ดีอีกด้วย โดยเมื่อสมองและร่างกายรู้สึกมีพลังงาน กระปรี้ประเปร่าก็จะช่วยลดความเครียด เสริมการใช้ชีวิตประจำวันให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วงเวลา 09.00 – 12.00 ช่วงเวลาทองของการเป็นอาหารลดความเครียดเลยก็ว่าได้…
อาการของโรคซึมเศร้า เครียด วิตกกังวลนั้นแม้จะเป็นเรื่องทางจิตใจ แต่การดูแลร่างกายให้แข็งแรง รับสารอาหารที่มีประโยชน์อย่างอาหารต้านซึมเศร้าถือว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คุณรู้สึกดีขึ้นได้ เพราะส่วนใหญ่โรคที่เกี่ยวข้องกับจิตใจมักสอดคล้องกับการขาดวิตามินบางชนิด อย่างเช่น วิตามินบี ซี เป็นต้น ดังนั้นการเติมสารอาหารที่มีส่วนช่วยในเรื่องนี้เข้าไปจะทำให้คุณนั้นฟื้นฟูสภาพจิตใจได้ง่าย และมีประสิทธิภาพมากขึ้นได้ สารอาหารต้านโรคซึมเศร้ามีอะไรบ้าง เรามาดูกันดีกว่าว่าถ้าคุณต้องการตามหาอาหารต้านซึมเศร้าจะต้องมองหาสารอาหารอะไรบ้าง เพื่อที่จะได้จัดแผนอาหารต้านเศร้าได้อย่างมีประสทิธิภาพ วิตามินบี 1 วิตามินบีตัวนี้คุณอาจเพิ่มเติมมากกว่าในสถานการณ์ปกติ เพราะถือว่าเป็นหนึ่งในยาต้านอาการซึมเศร้าที่ช่วยการกำเริบของอาการวิตกกังวล บรรเทาอาการซึมเศร้าได้ดี มักมีอยู่ในเนื้อหมู เมล็ดทานตะวัน ข้าวซ้อมมือ วิตามินบี 6 ตัวนี้ถือว่าเป็นการสร้างสารช่วยต้านอาการซึมเศร้า อย่างโดปามีนและนอร์เอพิเนฟริน ซึ่งปกติจะมีอยู่ในร่างกายของเราอยู่แล้ว แต่เมื่อมีอาการซึมเศร้าเข้ามารบกวนอาจผลิตได้น้อย การเลือกวิตามินตัวนี้เข้าไปเสริมจะช่วยให้คุณมีสารต้านซึมเศร้าเพิ่มมากขึ้นได้ และมักมีอยู่ในเนื้อสัตว์ ปลา ไก่ ตับ มันฝรั่ง กล้วย แตงโม นม ไข่แดง ข้าวกล้อง รำข้าว จมูกข้าวสาลี ถั่วต่าง ๆ เมล็ดงา วิตามินบี 12 วิตามินในหมวดหมู่บีนั้นถือว่าสำคัญกับการรักษาสภาพจิตใจเป็นอย่างมาก และวิตามินบี 12 ก็ไม่สามารถขาดได้เช่นกัน เพราะจะเข้ามาช่วยบำรุงระบบประสาทและเพิ่มพลังงานให้กับร่างกาย ช่วยเพิ่มสมาธิ ลดความหงุดหงิดได้ดี คุณสามารถเลือกทานเนื้อแดง ปลา สัตว์ปีก และผลิตภัณฑ์จากนม เพื่มเพิ่มวิตามินตัวนี้ได้ วิตามินซี วิตามินตัวนี้พร้อมจะช่วยคุณสู้กับความเครียดที่ต้องเจอในชีวิตประจำวัน และความเครียดที่ฝังลึก เมื่อทานต่อเนื่องอย่างเป็นประจำมีส่วนช่วยได้เป็นอย่างดี คุณสามารถหาได้ง่ายที่สุดจากผลไม้รสเปรี้ยว วิตามินอี ตัวนี้นอกจากจะช่วยเรื่องผิวพรรณแล้ว ยังมีส่วนช่วยให้เซลล์สมองของคุณนั้นได้รับออกซิเจนที่เพียงพอตามที่ต้องการ โดยสามารถหาทานเพิ่มเติมได้จากไข่ พืช ผัก ผลไม้ อาหารจำพวกถั่ว แมกนีเซียม ถือว่าเป็นแร่ธาตุที่จะช่วยให้คุณผ่อนคลายความเครียดได้ดีขึ้น มีความจำเป็นกับทั้งระบบประสาทและสมอง ส่วนมากจะพบในเมล็ดฟักทอง เมล็ดเจีย อัลมอนด์ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ ถั่วลิสง นมถั่วเหลือง ทำไมนมและโยเกิร์ตถึงช่วยอาการโรคซึมเศร้าได้ ถ้าตอนนี้คุณกำลังมองหาอาหารผู้ป่วยซึมเศร้ากันอยู่ เรามีอาหารต้านซึมเศร้าสองตัวที่หาทานง่าย ราคาไม่แพง และมีประโยชน์กับร่างกายหลากหลายอย่างมาแนะนำให้รู้จัก ซึ่งก็คือนมและโยเกิร์ตนั่นเอง แต่สองอย่างนี้ช่วยรักษาอาการของจิตใจได้อย่างไรบ้าง มาดูกันเลย นมสด สำหรับอาหารหรือเครื่องดื่มตัวนี้อาจไม่ได้ส่งผลที่จะช่วยเยียวยาอาการซึมเศร้าได้โดยตรง แต่มาพร้อมความสามารถที่จะช่วยเพิ่มความผ่อนคลาย เพราะในนมวัวมีแมกนีเซียม ที่ช่วยลดการเสื่อมของความทรงจำ มีทั้งวิตามินบี 1 และ 12 ช่วยให้ร่างกายได้พลังงานจากคาร์โบไฮเดรต และยังมีส่วนช่วยในการทำงานของระบบประสาท สมอง และกล้ามเนื้อ เมื่อสุขภาพภายในแข็งแรงก็สามารถส่งผลถึงเรื่องของอารมณ์พื้นฐานได้ โยเกิร์ต ในโยเกิร์ตนั้นมีส่วนช่วยบรรเทาอาการซึมเศร้าได้ดี เพราะมีจุลินทรีย์ชนิดดี เข้ามาช่วยดูแลลำไส้ และเมื่อกระเพาะอาหาร ลำไส้ ทำงานได้ดี ก็จะส่งผลให้มีสุขภาพที่ดี ส่งผลต่อไปถึงการทำงานของแทบทุกอวัยวะในร่างกาย โดยเฉพาะการทำงานของสมอง ลำไส้ที่ดีนั้น มีความเกี่ยวข้องกับสมองมากกว่าที่คิด  เพราะ Vagus Nerve หรือเส้นประสาทสมองคู่ที่ 10 ที่อยู่ในระบบประสาทส่วนกลางนั้นจะทำหน้าที่รับความรู้สึกจากหู และระบบทางเดินอาหาร ส่งคำสั่งไปยังหัวใจ ระบบย่อยอาหาร ซึ่งจะคอยควบคุมความรู้สึกวิตกกังวล รวมทั้งการผลิตฮอร์โมน เสริมภูมิคุ้มกันให้เซลล์แข็งแรง เรียกว่าถ้าร่างกายสมดุล แข็งแรง จิตใจก็มีโอกาสดีขึ้นด้วยนั่นเอง เลือกทานนมและโยเกิร์ตให้ช่วยเป็นอาหารเสริมซึมเศร้าได้อย่างไร การเลือกทานนมและโยเกิร์ตนั้นมีประโยชน์กับร่างกาย แต่ถ้าอยากได้สารอาหารเต็มที่จนสามารถเป็นอาหารต้านซึมเศร้าได้ควรเลือกทานให้ถูกเวลากันเพิ่มเติมด้วย เราลองมาดูวิธีเลือกทานจนเป็นเทคนิคแก้ซึมเศร้า อาหารที่ดีกันดีกว่า ทานตอนเช้า หรือตอนท้องว่างจะทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ประโยชน์ได้มากที่สุด ทานตอนกลางวัน มีข้อดีในเรื่องของการทำให้จุลินทรีย์เข้ามาช่วยปรับสมดุลในระบบลำไส้ได้มากขึ้น ส่งผลให้ลำไส้ทำงานเบาลง ทานตอนเย็นหรือค่ำ ๆ เลือกทานเวลานี้ช่วยให้ระบบย่อยทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทานตอนก่อนนอน ถือว่าเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่น่าทาน เพราะจะช่วยให้รู้สึกง่วงมากขึ้น กระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ส่วนใหญ่จะสามารถหลับได้ง่ายกว่าเดิม รวมนมและโยเกิร์ตอาหารต้านซึมเศร้าจาก Butterfly…
ถ้าพูดถึงอาหารที่มีโปรไบโอติกนั้น เมื่อมีจำนวนอยู่ในปริมาณที่เหมาะสม บอกเลยว่าสามารถช่วยให้การทำงานของระบบทางเดินอาหาร พร้อมทั้งระบบอื่น ๆ มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพราะจุลินทรีย์ที่ดีเหล่านี้จะเข้าไปช่วยในเรื่องของการดูดซึมสารอาหาร ป้องกันโรค และการรักษาภาวะผิดปกติของร่างกายได้ ดังนั้นพวกเราทุกคนไม่ว่าจะเป็นเพศอะไร หรือวัยไหนก็ยังควรได้รับโปรไบโอติกอย่างเหมาะสม เพื่อให้ร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง อาหารที่มีโปรไบโอติก คืออะไร มีโปรไบโอติกประเภทไหนบ้าง สำหรับจุลินทรีย์ดีที่มีอยู่ในอาหารที่มีโปรไบโอติกในตระกูลนี้นั้นความจริงมีหลายสายพันธุ์เป็นอย่างมาก โดยจะมาพร้อมประโยชน์ที่แตกต่างกันไป แต่ในตอนนี้การรับประทานอาหารที่มีโปรไบโอติกส์มักใส่มา 3 ตัวหลัก ๆ ซึ่งหากได้รับในปริมาณที่เหมาะสมก็เพียงพอกับการดูแลร่างกายในชีวิตประจำวันกันแล้ว โดยทั้ง 3 ตัวนี้จะมีอะไรบ้างมาดูกันเลย 1. แลคโตบาซิลลัส สำหรับโปรไบโอติกตัวนี้เราจะคุ้นเคยกันมากที่สุด เพราะมีส่วนช่วยในเรื่องของระบบขับถ่ายได้มากที่สุด เจอเยอะในพวกนมเปรี้ยว โยเกิร์ต ใครที่มีอาการแพ้นมวัว หรือร่างกายย่อยแลคโตสได้ไม่ดีแนะนำว่าเลือกอาหารที่มีโปรไบโอติกส์ตัวนี้อยู่ถือว่าสามารถทดแทน พร้อมทั้งให้ประโยชน์ได้ดีไม่แพ้กัน 2. บิฟิโดแบคทีเรียม ใครที่มักเจอกับอาการลำไส้แปรปรวน ทำให้เกิดผลกระทบในชีวิตประจำวัน แนะนำว่าให้คุณนั้นมองหาจุลินทรีย์ตัวนี้มาเติม เพราะถือว่าเป็นหนึ่งในประเภทของโปรไบโอติกที่ดีที่สุดที่จะเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ โดยเน้นการทานอย่างต่อเนื่องจะช่วยปรับสมดุลได้ 3. แซคคาโรไมซิส สำหรับใครที่เจออาการท้องเสียบ่อย ๆ หรือกำลังอยู่ในช่วงที่ต้องเจออาการนี้ปล่อยทิ้งไว้มีแต่จะส่งผลเสีย ทำให้ร่างกายขาดน้ำ เสียความมั่นใจ อ่อนเพลีย เรียกได้ว่าไม่มีข้อดีใด ๆ เลย ดังนั้นควรรีบมองหาโปรไบโอติกอย่างจุลินทรีย์ตัวนี้มาทานเพื่อบรรเทาอาการท้องเสีย ป้องกันปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร อาหารที่มีโปรไบโอติกส์มีอะไรบ้าง เมื่อรู้กันแล้วว่าอาหารที่มีโปรไบโอติกคือสิ่งที่ร่างกายไม่ควรพลาด เราลองมาดูกันดีกว่าว่าคุณจะสามารถมองหาโปรไบโอติกมีในอาหารอะไรบ้าง เพื่อเติมจุลินทรีย์ตัวนี้เข้าร่างกายได้ เผื่อว่าใครชอบตัวไหนเป็นพิเศษจะได้เริ่มทาน เพิ่มความสมดุลให้ระบบในร่างกายกันเลย โยเกิร์ต หนึ่งในตัวเลือกที่นิยมมากที่สุด เพราะโยเกิร์ตที่มีโปรไบโอติกสูงนั่นเอง แถมยังมาพร้อมความอร่อย สะดวก ทานง่าย พกไปได้ทุกที่ ทานกันได้ทุกเวลา ปรับเข้ากับเมนูได้มากมาย ยิ่งถ้าคุณเจอกับโยเกิร์ตที่มีโปรไบโอติกแบบสด ๆ อยู่ยิ่งดีกับสุขภาพอย่างแน่นอน โดยยังควรมองหาโยเกิร์ตที่มีปริมาณของโปรไบโอติกอย่างน้อย 100 ล้าน CFU ขึ้นไป พร้อมทั้งระบุชนิดของโปรไบโอติกเอาไว้อย่างชัดเจน เพื่อให้คุณได้เลือกทานสิ่งที่เหมาะกับร่างกายของคุณมากที่สุดนั่นเอง นมเปรี้ยว ใครชอบให้ดื่มง่ายขึ้นมาอีกหน่อย นมเปรี้ยวก็ให้โปรไบโอติกได้น่าประทับใจไม่แพ้กัน แบบที่แนะนำเลยคือการดื่มนมเปรี้ยวในแบบที่พาสเจอร์ไรซ์ เพราะโปรไบโอติกจะยังมีชีวิตอยู่ ทำให้ร่างกายได้รับประโยชน์มากกว่าแบบอื่น ๆ นั่นเอง ส่วนถ้าใครมองหานมเปรี้ยวแบบที่ดูแลหุ่นได้ด้วยแนะนำว่าให้เลือกแบบไขมันต่ำ น้ำตาลน้อย รับรองว่าดีกับสุขภาพทุกมิติอย่างแน่นอน คอมบูชา ชาหมักที่กำลังเป็นกระแสช่วยในเรื่องของการขับถ่ายอยู่ในตอนนี้ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งแหล่งที่ดีและมีโปรไบโอติกอยู่สูง มีทั้งแบคทีเรีย จุลินทรีย์ และยีสต์ที่ดี มีส่วนช่วยต้านอนุมูลอิสระ กรดแอซีติก และวิตามิน ทั้งหมดคือสิ่งที่ดีกับร่างกายของคุณ สิ่งสำคัญคือการมองหาคอมบูชาที่ผ่านการหมักแบบมาตรฐาน สะอาด ปลอดภัย เพราะไม่อย่างนั้นอาจทำให้คุณเจอกับสารปนเปื้อนจนเป็นอันตรายแทนได้ โยเกิร์ตที่มีโปรไบโอติกสูงดีกับคุณ และระบบทางเดินอาหารอย่างไร เมื่ออาหารที่มีโปรไบโอติกจำเป็นกับร่างกายและโยเกิร์ตที่มีโปรไบโอติกสูงสามารถหาทานง่าย เราลองมาดูประโยชน์ของโยเกิร์ตกันเพิ่มดีกว่าว่าถ้าเลือกทานแล้วจะดีกับร่างกายคุณ พร้อมทั้งดูแลระบบทางเดินอาหารได้อย่างไรบ้าง แก้ท้องผูก ใครเจอปัญหานี้บอกเลยว่าทำให้รู้สึกไม่สบายท้องกันอย่างแน่นอน สาเหตุหลัก ๆ เป็นเพราะคุณทานอาหารที่มีกากใยน้อยจนเกินไป ดังนั้นโยเกิร์ตเข้ามาช่วยในเรื่องนี้ได้ เพราะจะเข้ามาปรับสมดุลทางเดินอาหาร ช่วยระบบขับถ่าย กระตุ้นการย่อย กระตุ้นการขับถ่ายในช่าวเช้า แก้อาการท้องเสีย และติดเชื้อที่ลำไส้ได้อีกด้วย ช่วยคุมน้ำหนัก โปรตีนในโยเกิร์ตนั้นสูงจึงช่วยให้อิ่ท้องนานขึ้น ยิ่งถ้าเป็นรสธรรมชาติยิ่งมีโปรตีนสูงมากขึ้นถึง 2 เท่า มาพร้อมแคลลอรี่ที่ต่ำ เน้นทานคู่กับผลไม้ หรือสลัดจะยิ่งช่วยเพิ่มกากใย โปรตีน และโปรไบโอติกให้ร่างกายได้ในเวลาเดียวกัน รักษาเชื้อราในช่องคลอด พวกเราอาจชินว่าโปรไบโอติกนั้นดูแลในส่วนของระบบการย่อย หรือทางเดินอาหาร แต่สำหรับผู้หญิงนั้นสามารถใช้เพื่อช่วยกำจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ในช่องคลอดที่เกิดจากเชื้อราต่าง ไ ได้อีกด้วย พบว่าถ้าทานทุกวันสามารถลดการติดเชื้อลงได้กว่า 3 เท่า อร่อย ได้ประโยชน์แบบนี้ บอกเลยว่าไม่ควรพลาด แคลเซียมสูง ใครที่อยากให้กระดูกและฟันแข็งแรง ไม่ต้องพึ่งแค่นมวัว โยเกิร์ตก็สามารถช่วยคุณได้ เพราะมีกรดแลกติก ที่จะทำให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้ดีขึ้น ลดความเสี่ยงกระดูกพรุน…
เรื่องของภูมิคุ้มกันนั้นนอกจากการดูแลตัวเองจากภายนอกด้วยการออกกำลังกาย หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ ก็ยังควรดูแลตัวเองจากภายในเพิ่มด้วยอาหารเสริม ภูมิคุ้มกัน เพราะเมื่อเจอกับสิ่งที่ใช่ พร้อมทั้งเริ่มทานต่อเนื่อง ในระยะยาวย่อมส่งผลโดยรวมที่ดีกับสุขภาพ และทำให้แข็งแรง ห่างไกลกับโรคที่พวกเราอาจคาดไม่ถึงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แล้วอาหารที่เหมาะจะหามาทานเพื่อช่วยเสริมภูมิคุ้มกันมีอะไรน่าสนใจ และสะดวกกับชีวิตประจำวันบ้าง วันนี้เรามาทำความรู้จักไปพร้อมกันดีกว่า อาหารเสริม ภูมิคุ้มกัน หรืออาหารเสริมภูมิคุ้มกันร่างกายมีประเภทไหนบ้าง เราลองมาดูกันดีกว่าว่าถ้าคุณต้องการมองหาอาหารเสริม ภูมิคุ้มกันจะต้องมองหาอาหารในประเภทไหนบ้าง ที่จะสามารถเป็นอาหารเสริมภูมิคุ้มกัน ภูมิแพ้รวมทั้งโรคอื่น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 1. ไขมัน การที่คุณเลือกทานไขมันดีเข้าไปถือว่าเป็นสารตั้งต้นของการสร้างฮอร์โมนเพศ และยังช่วยสร้างฮอร์โมนที่ช่วยลดความเครียดได้ เมื่อมีไขมันดีในร่างกายในปริมาณที่เหมาะสม จะถือว่าช่วยดูแลคนที่ภูมิคุ้มกันต่ํา อาหารเสริมที่เหมาะสมได้เป็นอย่างดี ซึ่งหาได้จากปลา อะโวคาโด รำข้าว และธัญพืชต่าง ๆ 2. วิตามินซี ผักผลไม้รสเปรี้ยวสามารถช่วยเพิ่มวิตามินซีในร่างกายให้คุณได้เป็นอย่าง ซึ่งถ้าต้องการเสริมภูมิคุ้มกัน วิตามินตัวนี้สามารถทำหน้าที่ได้อย่างน่าประทับใจ เพราะช่วยลดการอักเสบ และกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดขาว โดยถ้าทานอย่างเหมาะสมจะช่วยลดการเป็นหวัดให้คุณได้อีกด้วย 3. โปรไบโอติกส์ ไม่ว่าจะเป็นเพศอะไร หรือวัยไหนดูเหมือนว่าโปรไบโอติกส์ หรือเหล่าจุลินทรีย์ที่ดีนั้นจะเป็นสิ่งที่ทุกคนขาดไม่ได้ โดยเฉพาะในตระกูลดังอย่าง Lactobacillus และ Bifidobacterium ที่พบเจอได้ในโยเกิร์ต และนมเปรี้ยว ซึ่งใครที่ภูมิคุ้มกันตก อาหารเสริมอย่างโยเกิร์ตจากธรรมชาติที่มีโปรไบโติกส์สูงนั้น มีส่วนช่วยกระตุ้นเม็ดเลือดขาดที่เยื้อบุผนังลำไส้เล็กส่วนปลาย ให้ทำงานตอบสนองภูมิคุ้มกัน และลดการอักเสบได้ดีมากขึ้น 4. วิตามินดี อีกหนึ่งวิตามินที่จะขาดไม่ได้เลยเมื่อพูดถึงอาหารเสริมภูมิคุ้มกันบกพร่อง เพราะมีความสามารถในการช่วยสร้างสารแคทเธลิซิดิน เพื่อทำให้เม็ดเลือดขาดขยันทำงานมากขึ้น ต่อสู้โรคได้เก่งขึ้น ดังนั้นลองตื่นเช้าอีกสักนิด ตากแดดอ่อน ๆ ไปพร้อมกับการหยิบโยเกิร์ตมาทานบอกเลยว่าร่างกายจะได้รับการส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกันอย่างมีประสิทธิภาพแน่นอน 5. วิตามินเอ สำหรับวิตามินตัวนี้บอกเลยว่าเป็นตัวช่วยสำคัญในการสร้างเม็ดเลือดขาว และยังเพิ่มความแข็งแรงให้ได้อีกด้วย คุณสามารถมองหาวิตามินตัวนี้ได้จากน้ำมันตับปลา แครอท ผักโขม เสาวรส บรอคโลรี่ ทำไมโยเกิร์ตถึงช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้ร่างกายที่คุณไม่ควรพลาด ในบรรดาอาหารเสริม ภูมิคุ้มกันที่ทานง่าย พกสะดวก แถมยังอร่อยได้ประโยชน์มากที่สุดก็คือ ‘โยเกิร์ต’ นั่นเอง แต่ถ้าคุณยังสงสัยว่าทำไมโยเกิร์ตถึงมีส่วนช่วยเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี เราเตรียมคำตอบมาให้คุณได้คลายสงสัย และอยากทานโยเกิร์ตเพิ่มมากขึ้นแล้ว มีโปรไบโอติกส์อยู่ในปริมาณมาก โปรไบโอติกส์ หรือเหล่าจุลินทรีย์ดี มาพร้อมความสามารถในการลดจุลินทรีย์ที่ไม่ดี ช่วยกำจัดเชื้อโรค และส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ จนสามารถต้านทานการเกิดโรคต่าง ๆ โดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวกับทางเดินอาหาร วิตามินบีในโยเกิร์ตมีประโยชน์ วิตามินบีที่มีอยู่ในโยเกิร์ตนั้น ทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันโรคที่มีประสิทธิภาพ ช่วยในการสร้างเม็ดเลือด เมื่อทานโยเกิร์ตเป็นประจำยังช่วยทำให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดี หรือทำงานได้เป็นปกติแบบที่ควรจะเป็น มีแลคโตสต่ำ เชื่อว่ามีหลายคนที่ร่างกายย่อยน้ำตาลแลคโตสไม่ดี หรือจะนิยามง่าย ๆ ว่าแพ้นมวัว การหันมาทานโยเกิร์ตช่วยแก้ปัญหานี้ได้ เพราะมาพร้อมปริมาณแลคโตสที่ต่ำ แต่มีกรดแลกทิต, เปปไทด์, กรดอะมิโนอิสระ และกรดไขมันอิสระ สูงกว่า ทำให้โยเกิร์ตสามารถกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันได้ดีนั่นเอง ร่างกายดูดซึมได้ดี การทานโยเกิร์ตเข้าไปนั้นมีส่วนช่วยเพิ่มการแบ่งตัวของ T cell และ Natural Killer cell ซึ่งจะทำให้สามารถป้องกันการเจริญเติบโตของแบคทีเรียก่อโรคในลำไส้ได้ และร่างกายยังสามารถดูดซึมแร่ธาตุอย่างแคลเซียม จากโยเกิร์ตได้ดีกว่านม ทำให้การกระตุ้นภูมิคุ้มกันของโยเกิร์ตนั้นไม่ได้มาจากแค่การมีโปรไบโอติกส์ แต่ยังมาจากสารต่าง ๆ อีกด้วย ประโยชน์ของโยเกิร์ต อาหารเสริม ภูมิคุ้มกัน ในด้านต่าง ๆ นอกจากการดูแลและเป็นอาหารเสริม ภูมิคุ้มกันของโยเกิร์ตแล้ว ยังมีประโยชน์อะไรที่น่าสนใจเมื่อคุณเลือกทานโยเกิร์ตบ้าง มาดูกัน ช่วยลดคอลเลสเตอรอลและคุมน้ำหนัก โปรไบโอติกส์นั้นนอกจากจะดีกับระบบอาหารแล้วยังช่วยลดระดับคอลเรสเตอรอล ลดความดัน ให้แคลอรี่ต่ำ โปรตีนสูง อิ่มนาน เป็นหนึ่งในตัวเลือกของการคุมน้ำหนักที่ดี ลดกลิ่นปาก การเลือกทานโยเกิร์ตแบบไม่มีน้ำตาลมีส่วนช่วยลดกลิ่นปากได้ เพราะแบคทีเรียอย่างแลคโตบาซิลัส และสเต็ปโตค็อสคัสนั้นสามารถยับยั้งปริมาณไฮโดรเจรซัสไฟด์…
ในปัจจุบันแม้โรคติดต่อจะเป็นโรคที่ผู้คนส่วนใหญ่กังวลและสนใจศึกษา แต่โรคไม่ติดต่อก็มีความสำคัญที่จะต้องเรียนรู้ ศึกษา เพื่อให้สามารถดูแลป้องกันตัวเองได้ โดยเฉพาะหากเราอาจอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่จะเป็นโรคไม่ติดต่อบางอย่าง วันนี้บทความของเราจึงจะมานำเสนอตั้งแต่โรคไม่ติดต่อคืออะไร และโรคติดต่อ สาเหตุมีอะไรบ้าง โรค NCDs อาการมีอะไรที่สามารถสังเกตได้ ตลอดจนโรคไม่ติดต่อ ป้องกันอย่างไรได้บ้าง ทำความรู้จัก โรคไม่ติดต่อ ncds ที่อาจร้ายแรงพอ ๆ กับโรคติดต่อ โรคไม่ติดต่อ คือ กลุ่มโรคที่ไม่ได้เกิดจากเชื้อและไม่สามารถติดต่อจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่งได้ โรค NCDs มีแนวโน้มที่จะพัฒนาอย่างช้า ๆ เมื่อเวลาผ่านไป และมักเชื่อมโยงกับปัจจัยในการดำเนินชีวิต เช่น การรับประทานอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ การไม่ออกกำลังกาย การใช้ยาสูบ และการใช้แอลกอฮอล์ที่เป็นอันตราย ตัวอย่างของโรค NCDs ที่อาจรุนแรงหรือถึงขั้นอันตรายถึงชีวิต 1. โรคหัวใจและหลอดเลือด (CVDs) โรคของหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงโรคหลอดเลือดหัวใจ หัวใจวาย และโรคหลอดเลือดสมอง 2. มะเร็ง โรคมะเร็งเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากการเจริญเติบโตและการแพร่กระจายของเซลล์ที่ผิดปกติในร่างกายอย่างควบคุมไม่ได้ 3. โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง  โรคของทางเดินหายใจและปอด รวมถึงโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) และโรคหอบหืด 4. โรคเบาหวาน โรคเบาหวาน คือ ภาวะที่ร่างกายไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างเหมาะสม 5. โรคไต  ภาวะต่างๆ ที่อาจทำให้ไตเสียหายหรือล้มเหลวได้ 6. ความผิดปกติของระบบประสาท ความผิดปกติของสมองและระบบประสาท ได้แก่ โรคอัลไซเมอร์และโรคพาร์กินสัน 7. ความผิดปกติทางสุขภาพจิต ความผิดปกติที่ส่งผลต่ออารมณ์ พฤติกรรม และการทำงานของสมอง รวมถึงภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวล โรคไม่ติดต่อ สาเหตุมาจากอะไรได้บ้าง สาเหตุของโรคไม่ติดต่อมักซับซ้อนและมีหลายปัจจัย หมายความว่าเกิดจากปัจจัยทางพันธุกรรม สิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตร่วมกัน ต่อไปนี้เป็นปัจจัยเสี่ยงทั่วไปที่เกี่ยวข้องกับโรค NCDs 1. พันธุกรรม  ปัจจัยทางพันธุกรรมบางอย่างสามารถเพิ่มความเสี่ยงของบุคคลในการเกิดโรคไม่ติดต่อบางอย่าง เช่น โรคหัวใจ มะเร็ง และเบาหวาน 2. ปัจจัยด้านไลฟ์สไตล์ การเลือกใช้ชีวิตที่ไม่ดีต่อสุขภาพ เช่น การรับประทานอาหารที่ไม่ดี การไม่ออกกำลังกาย การใช้ยาสูบ และการบริโภคแอลกอฮอล์มากเกินไป สามารถเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรค NCDs ได้อย่างมีนัยสำคัญ 3. ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม การสัมผัสกับสารมลพิษในสิ่งแวดล้อม เช่น มลพิษทางอากาศและสารเคมี สามารถเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรค NCDs บางชนิดได้ 4. อายุที่มากขึ้น ความเสี่ยงของการเกิดโรค NCDs มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นตามอายุ เนื่องจากความสามารถของร่างกายในการซ่อมแซมและบำรุงรักษาตัวเองจะลดลงเมื่อเวลาผ่านไป 5. ภาวะเรื้อรัง ผู้ที่มีภาวะเรื้อรังบางอย่าง เช่น ความดันโลหิตสูง คอเลสเตอรอลสูง และโรคอ้วน มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นในการเกิดโรค NCDs ใครบ้างที่เสี่ยงป่วยเป็นโรคไม่ติดต่อ ผู้ที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคไม่ติดต่อหรือ NCDs (Non-Communicable Diseases) สูงมีอยู่หลายกลุ่ม เช่น: 1. ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเคยเป็นโรค NCDs เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน หรือโรคมะเร็ง 2. ผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการเป็นโรค NCDs เช่น การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ การไม่ออกกำลังกาย และการรับประทานอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ 3. ผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ 4. ผู้ที่มีโรคประจำตัวอื่น…
ชีวิตประจำวันของผู้คนในปัจจุบันที่เน้นการบริโภคอาหารต่าง ๆ ด้วยความรวดเร็ว มีผลทำให้เกิดโรคต่าง ๆ ติดตามมาได้อย่างไม่ทันจะรู้ตัว หนึ่งในกลุ่มโรคที่มีความเด่นชัดคือ โรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารอย่างอาการท้องอืด ที่เชื่อว่าหลายคนจะต้องเคยเป็น ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้เป็นซ้ำ และเพื่อให้เป็นแนวทางที่สามารถรักษาตัวเองได้อย่างถูกต้อง บทความของเราจะทำให้คุณทราบตั้งแต่สาเหตุว่าท้องอืดเกิดจากอะไร ท้องอืด กินอะไรหาย เราจะต้องเลือกรับประทานอาหารอย่างไรไม่ให้ร่างกายเดินทางไปสู่การป่วยเป็นโรคท้องอืดเรื้อรัง หากคุณเป็นหนึ่งคนที่กำลังท้องอืดบ่อย แก้ไขยังไงก็ยังไม่ตรงจุด บทความของเราจะมาบอกข้อมูลที่ถูกต้อง พร้อมมาตอบคำถามว่าโยเกิร์ต แก้ท้องอืดได้จริงหรือไม่? ท้องอืด คืออะไร เกิดจากอะไร อาการท้องอืดนั้นไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย แต่การผลิตก๊าซที่มากเกินไปและเมื่อมีอาการท้องอืด ความรู้สึกไม่สบาย และอาจทำให้มีความอับอายเมื่อต้องขับสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ออกมา เช่น การผายลม คือการปล่อยก๊าซในลำไส้ผ่านทางทวารหนัก เป็นการทำงานของร่างกายตามปกติที่เกิดขึ้น เมื่อแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ทำลายอาหารที่ย่อยไม่หมดในลำไส้เล็ก มีหลายปัจจัยที่อาจทำให้เกิดอาการท้องอืด ได้แก่  1. การกลืนอากาศ เมื่อเรากินหรือดื่ม เราสามารถกลืนอากาศเข้าไปโดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งจะถูกปล่อยออกมาในรูปของอาการท้องอืด  2. อาหารบางชนิด อาหารบางชนิดเป็นที่ทราบกันดีว่าสร้างก๊าซมากกว่าอาหารอื่น ๆ ตัวอย่างเช่น ถั่ว ถั่วเลนทิล กะหล่ำปลี หัวหอม และเครื่องดื่มอัดลม  3. ความผิดปกติของการย่อยอาหาร ภาวะต่าง ๆ เช่น การแพ้แล็กโทส โรค celiac และกลุ่มอาการลำไส้แปรปรวน (IBS) อาจทำให้การผลิตก๊าซเพิ่มขึ้นและท้องอืดตามมา 4. ความผิดปกติของการย่อยอาหาร ภาวะต่าง ๆ เช่น โรคลำไส้แปรปรวน (IBS) โรคลำไส้อักเสบ (IBD) หรือโรคกรดไหลย้อน (GERD) อาจทำให้ท้องอืด แน่นท้อง ท้องแข็งได้  5. รอบเดือน  ผู้หญิงบางคนอาจมีอาการท้องอืด แน่น และแข็งในช่องท้องระหว่างรอบเดือน 6. ยาปฏิชีวนะ สามารถทำลายสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้ ทำให้มีการผลิตก๊าซเพิ่มขึ้น  7. การสูบบุหรี่ ทำให้คนกลืนอากาศเข้าไปมากขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่การผลิตก๊าซที่เพิ่มขึ้น ในบางกรณีหากคุณมีอาการท้องอืดมากเกินไป อาจเป็นสัญญาณของโรคทางเดินอาหารที่ต้องพบแพทย์ หากคุณกังวลเกี่ยวกับอาการท้องอืดเรื้อรังหรืออาการทางเดินอาหารอื่น ๆ ขอแนะนำให้คุณปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเพื่อรับการประเมินและคำแนะนำเพิ่มเติม ท้องอืดบ่อย มะเร็งลำไส้อาจกำลังถามหา อาการท้องอืดบ่อย ๆ เพียงอย่างเดียวไม่ใช่สัญญาณหรืออาการทั่วไปของมะเร็งลำไส้ มะเร็งลำไส้ใหญ่มักไม่แสดงอาการในระยะแรก และอาจไม่แสดงอาการจนกว่ามะเร็งจะลุกลาม อาการทั่วไปของมะเร็งลำไส้อาจรวมถึง 1. พฤติกรรมการขับถ่ายเปลี่ยนไป เช่น ท้องผูกหรือท้องเสียต่อเนื่อง  2. อุจจาระเป็นเลือดหรือมีเลือดออกทางทวารหนัก  3. ปวดท้องหรือเป็นตะคริว  4. น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ  5. อ่อนเพลียหรือเมื่อยล้า  6. โรคโลหิตจาง (จำนวนเม็ดเลือดแดงต่ำ)  หากคุณมีอาการท้องอืดเรื้อรังร่วมกับอาการอื่น ๆ หรือปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ใหญ่ (เช่น ประวัติครอบครัวเป็นโรคนี้) สิ่งสำคัญคือต้องพูดคุยกับบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของอาการของคุณ และรับการตรวจคัดกรองที่เหมาะสมหากจำเป็น ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพอาจแนะนำการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ หรือการตรวจอื่น ๆ เพื่อตรวจหามะเร็งลำไส้ใหญ่หรือภาวะทางเดินอาหารอื่น ๆ ท้องอืดบ่อย แก้ยังไง หากคุณมีอาการท้องอืดบ่อย ๆ มีหลายวิธีที่คุณสามารถลองทำเพื่อลดบรรเทาอาการของคุณ  1. หลีกเลี่ยงอาหารที่ทราบว่าทำให้เกิดแก๊ส  เช่น ถั่ว ถั่วเลนทิล บรอกโคลี หัวหอม และกะหล่ำปลี ซึ่งมีคาร์โบไฮเดรตที่ย่อยยาก และสามารถผลิตแก๊สได้เมื่อแบคทีเรียในลำไส้ย่อยสลาย  2. รับประทานอาหารช้า ๆ และเคี้ยวอาหารให้ละเอียด  วิธีนี้สามารถช่วยลดปริมาณอากาศที่คุณกลืนเข้าไปขณะรับประทานอาหาร ซึ่งจะนำไปสู่การผลิตก๊าซที่เพิ่มขึ้น  3….
ความดันโลหิตสูงคือโรคอะไร ทำไมหลายคนเมื่อมีอายุมากขึ้นถึงเป็นโรคนี้ วันนี้บทความของเราจะมาวินิจฉัยร่วมกันกับทุกคน เพื่อทำความรู้จักว่าโรคความดันโลหิตสูงสาเหตุมาจากอะไร และเราจะสามารถสังเกตตัวเองรวมถึงคนรอบข้างว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูง อาการที่สังเกตได้มีอะไรบ้าง ตลอดจนโรคความดันโลหิตสูง การป้องกันโรคนี้ ผ่านการเลือกกินอะไรลดความดันโลหิตสูง วันนี้บทความของเราจะมาไขทุกข้อสงสัย ทำให้คนได้รู้จักกับโรคความดันโลหิตสูงที่มีความใกล้ตัวเรามากยิ่งขึ้น ทำความรู้จัก “โรคความดันโลหิตสูง” ภัยเงียบที่ทุกคนอาจไม่รู้ตัว โรคความดันโลหิตสูง เป็นภาวะที่ส่งผลกระทบต่อผู้คนนับล้านทั่วโลก มันมักถูกเรียกว่า “ฆาตกรเงียบ” เนื่องจากมักไม่มีอาการบ่งชี้ชัดเจน แต่อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพร้ายแรงได้หากปล่อยไว้โดยไม่รักษา โดยทั่วไปความดันโลหิตคือแรงที่เลือดดันผนังหลอดเลือดแดงขณะที่หัวใจสูบฉีดเลือดไปทั่วร่างกาย เมื่อความดันสูงอย่างต่อเนื่อง อาจทำให้หลอดเลือดแดงและอวัยวะของคุณเสียหาย และเมื่อเวลาผ่านไปความดันโลหิตสูงสามารถนำไปสู่ปัญหาสุขภาพร้ายแรงต่าง ๆ อาทิ โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคไต และสูญเสียการมองเห็น โรคความดันโลหิตสูง คือ โรคความดันโลหิตสูงคือ ภาวะที่แรงของเลือดต่อผนังหลอดเลือดแดงสูงเกินไปอย่างต่อเนื่อง เราสามารถวัดความดันโลหิตโดยใช้ตัวเลข 2 ตัว คือ ความดันซิสโตลิก (ตัวเลขบน) และความดันไดแอสโตลิก (ตัวเลขล่าง) ค่าความดันโลหิตปกติจะอยู่ที่ประมาณ 120/80 mmHg (มิลลิเมตรปรอท) ความดันโลหิตสูงมักถูกกำหนดให้มีการอ่านค่าความดันโลหิตได้ตั้งแต่ 130/80 mmHg หรือสูงกว่านั้นในหลายครั้ง เราสามารถแบ่งประเภทความดันโลหิตสูงได้ 2 ประเภท ได้แก่ 1. ความดันโลหิตสูงแบบปฐมภูมิ เป็นชนิดที่พบบ่อยที่สุดและไม่ทราบสาเหตุ 2. ความดันโลหิตสูงแบบทุติยภูมิ  ซึ่งเกิดจากโรคประจำตัว เช่น โรคไต หรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ปัจจัยเสี่ยงบางประการสำหรับโรคความดันโลหิตสูง ได้แก่ อายุ ประวัติครอบครัว โรคอ้วน ไขมันในเลือดสูง วิถีชีวิตประจำที่มีการสูบบุหรี่ มีความเครียด และการรับประทานอาหารที่มีเกลือและไขมันอิ่มตัวสูง  ความดันโลหิตสูงสามารถวินิจฉัยได้โดยการทดสอบความดันโลหิตอย่างง่าย ซึ่งจะวัดแรงของเลือดต่อผนังหลอดเลือดแดงของคุณ หากคุณได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูง แพทย์ของคุณอาจแนะนำให้เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต เช่น ออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และเทคนิคการลดความเครียด ในบางกรณีอาจมีการสั่งยา เพื่อช่วยลดความดันโลหิตของคุณ สิ่งสำคัญคือต้องจริงจังกับโรคความดันโลหิตสูงและเข้ารับการตรวจสุขภาพเป็นประจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณมีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคนี้ การจัดการความดันโลหิตและการเลือกวิถีชีวิตที่ดีต่อสุขภาพ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพร้ายแรงและมีชีวิตที่ยืนยาวและมีสุขภาพดีขึ้นได้ โรคความดันโลหิตสูง สาเหตุมาจากอะไร สาเหตุที่แท้จริงของความดันโลหิตสูงแบบปฐมภูมิ (ความดันโลหิตสูงชนิดที่พบบ่อยที่สุด) มักไม่ทราบแน่ชัด แต่มีปัจจัยหลายอย่างที่สามารถเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะนี้ได้ ปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ ได้แก่  1. อายุ  เมื่อเราอายุมากขึ้น ความเสี่ยงในการเป็นโรคความดันโลหิตสูงจะเพิ่มขึ้น  2. พันธุกรรม ความดันโลหิตสูงสามารถมีโอกาสเป็นในครอบครัวที่มีประวัติว่าเป็นความดันโลหิต โดยองค์ประกอบมาทางพันธุกรรม  3. ปัจจัยด้านไลฟ์สไตล์ การมีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน การใช้ชีวิตแบบนั่งกับที่ การบริโภคอาหารที่มีโซเดียมสูง และการสูบบุหรี่ล้วนเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคความดันโลหิตสูง  4. ภาวะเรื้อรัง ภาวะทางการแพทย์บางอย่าง เช่น เบาหวาน โรคไต และภาวะหยุดหายใจขณะหลับ สามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคความดันโลหิตสูงได้  5. ความเครียด ความเครียดเรื้อรังอาจทำให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนที่เพิ่มความดันโลหิต  สำหรับความดันโลหิตสูงแบบทุติยภูมิ (ความดันโลหิตสูงที่เกิดจากโรคประจำตัว) อาจเกิดได้จากหลายปัจจัย เช่น โรคไต ความไม่สมดุลของฮอร์โมน และยา เช่น ยาคุมกำเนิดหรือยาลดน้ำมูก  โรคความดันโลหิตสูง การป้องกันอย่างไรดี 1. ลดและควบคุมน้ำหนัก การลดน้ำหนักหากคุณมีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วนควรที่จะทำ เพราะมันจะช่วยลดความดันโลหิตของคุณได้อย่างมาก และทำให้คุณสามารถมีระดับน้ำหนักที่ดีต่อสุขภาพได้โดยสมดุล 2. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การออกกำลังกายสามารถช่วยลดความดันโลหิตและรักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติได้ ควรตั้งเป้าออกกำลังกายระดับปานกลางอย่างน้อย 30 นาทีเกือบทุกวันในสัปดาห์  3. ลดเค็ม ลดโซเดียม การกินเกลือมากเกินไปสามารถเพิ่มความดันโลหิตให้สูงขึ้นได้ ดังนั้นควรที่จะพยายามจำกัดการบริโภคเกลือในแต่ละวันให้น้อยกว่า 2,300 มิลลิกรัม (ประมาณ 1…
โรคบางโรคอย่าง “อาหารเป็นพิษ” เป็นโรคที่ผู้คนหลายคนมีโอกาสเป็นกันได้มาก โดยเฉพาะในช่วงหน้าร้อนแบบนี้ ดังนั้นเพื่อให้ทุกคนสามารถรับมือกับภาวะ food poisoning ได้ ทุกคนจึงจำเป็นจะต้องมีความรู้เบื้องต้นว่าอาหารเป็นพิษ อาการเป็นอย่างไร เราทุกคนเมื่ออาหารเป็นพิษ แก้ยังไง มีแนวทางใดที่เมื่ออาหารเป็นพิษ รักษาเบื้องต้นได้ และบทความของเราจะพาย้อนกลับไปที่การตอบคำถามว่าสาเหตุของอาหารเป็นพิษ เกิดจากอะไร เมื่อมีอาการอาหารเป็นพิษ ห้ามกินอะไร และควรทานอะไร จะสามารถทานโยเกิร์ตได้หรือไม่ อย่างไร วันนี้เรามาศึกษาข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองเหล่านี้ไปพร้อมกัน อาหารเป็นพิษ เกิดจากอะไร รักษาอย่างไรจึงจะหาย? อาหารเป็นพิษ ภาษาอังกฤษ Food Poisoning เกิดจากการบริโภคอาหารหรือเครื่องดื่มที่ปนเปื้อนจุลินทรีย์ที่เป็นอันตราย เช่น แบคทีเรีย ไวรัส ปรสิต หรือสารพิษ สาเหตุส่วนใหญ่ของอาหารเป็นพิษคือแบคทีเรีย โดยเฉพาะ Salmonella, Campylobacter, E. coli และ Listeria แบคทีเรียเหล่านี้สามารถอยู่ในอาหารหลากหลายชนิด รวมทั้งเนื้อสัตว์ สัตว์ปีก ไข่ ผลิตภัณฑ์นม อาหารทะเล และผักผลไม้สด  อย่างไรก็ตามอาหารเป็นพิษอาจเกิดจากไวรัส เช่น โนโรไวรัส ไวรัสตับอักเสบเอ และโรตาไวรัส ซึ่งสามารถแพร่กระจายผ่านทางอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อน ปรสิต เช่น Giardia และ Cryptosporidium ยังสามารถทำให้เกิดอาหารเป็นพิษเมื่อปนเปื้อนอาหารหรือน้ำ อาหารเป็นพิษอาจเกิดขึ้นได้เมื่ออาหารไม่ได้จัดเก็บหรือปรุงอย่างเหมาะสม เมื่อไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานด้านสุขอนามัยระหว่างการเตรียมอาหาร หรืออาหารปนเปื้อนระหว่างการแปรรูปหรือบรรจุภัณฑ์ นอกจากนี้ยังสามารถเกิดขึ้นได้เมื่อบริโภคอาหารเลยวันหมดอายุไปแล้ว หรือเมื่อเกิดการปนเปื้อนระหว่างปรุงอาหารดิบไปจนถึงอาหารปรุงสุก  อาหารเป็นพิษ อาการเป็นยังไง โรคอาหารเป็นพิษ อาการอาจต่างกันไปขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อโรคที่ทำให้เกิดอาการป่วย อย่างไรก็ตาม อาการทั่วไปของอาหารเป็นพิษ ได้แก่ 1. คลื่นไส้ รู้สึกไม่สบายท้องหรืออยากอาเจียน มีความรู้สึกว่าลำไส้แปรปรวน 2. การอาเจียน การขับของเสียในกระเพาะอาหารออกทางปากอย่างรุนแรง  3. โรคอุจจาระร่วง การถ่ายอุจจาระเหลวและเป็นน้ำ หรือมีอาการท้องเสีย 4. อาการปวดท้องและตะคริว ปวดและรู้สึกไม่สบายบริเวณท้อง  5. ไข้ การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิร่างกายมาพร้อมกับเหงื่อออก หรือหนาวสั่น  6. ปวดศีรษะ รู้สึกปวดตุบ ๆ ที่ศีรษะ  7. ความเหนื่อยล้า รู้สึกเหนื่อยหรืออ่อนแอ  8. ภาวะขาดน้ำ การขาดของเหลวในร่างกาย ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการต่าง ๆ เช่น กระหายน้ำ ปากแห้ง และปัสสาวะลดลง  โรคอาหารเป็นพิษ อาการมักเริ่มภายในไม่กี่ชั่วโมง หรือหลายวันหลังจากรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มที่ปนเปื้อน และอาจมีอาการนานหลายวันถึง 2 – 3 สัปดาห์ ในกรณีที่รุนแรง อาหารเป็นพิษสามารถนำไปสู่การรักษาตัวในโรงพยาบาลหรือถึงขั้นเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะในกลุ่มประชากรที่เปราะบาง เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ สตรีมีครรภ์ และผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ อาหารเป็นพิษ แก้ยังไง การรักษาโรคอาหารเป็นพิษ ขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อโรคที่ก่อให้เกิดอาการเจ็บป่วย เช่นเดียวกับความรุนแรงของอาการ ในกรณีส่วนใหญ่ อาการอาหารเป็นพิษเล็กน้อยถึงปานกลางสามารถรักษาได้ที่บ้านด้วยขั้นตอนต่อไปนี้ 1. พักผ่อนและให้ความชุ่มชื้นต่อร่างกาย ดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อทดแทนของเหลวและอิเล็กโทรไลต์ที่สูญเสียไป น้ำเปล่า น้ำซุปใส และสารละลายอิเล็กโทรไลต์เป็นทางเลือกที่ดี หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ คาเฟอีน และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล  2. ยา  ยาที่จำหน่ายหน้าเคาน์เตอร์ เช่น ยาต้านอาการท้องร่วง ยาต้านอาการคลื่นไส้ และยาบรรเทาอาการปวดอาจช่วยในการจัดการอาการได้ …
ใครที่รักสุขภาพจะต้องอ่านบทความนี้ เพราะเราจะมาบอกว่าอาการธรรมดาที่ไม่ธรรมดาอย่างอาการถ่ายไม่ออก หรือที่เรียกกันว่าท้องผูกเกิดจากอะไร เพราะปัญหาท้องผูกเชื่อว่าหลายคนจะต้องเคยเจอ แต่เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการท้องผูกเรื้อรัง เราจึงจำเป็นจะต้องทราบทั้งอาการท้องผูก วิธีป้องกัน ตลอดจนการแก้อาการท้องผูก เร่งด่วน และใครที่สงสัยว่าท้องผูก กินโยเกิร์ตเหมาะสมหรือไม่ อย่างไร วันนี้บทความของเราจะมาขยายให้ได้เข้าใจไปพร้อมกัน ทำความรู้จักอาการ “ถ่ายไม่ออก” อาการธรรมดาที่ไม่ปกติ การเบ่งอุจจาระไม่ออกหรือที่เรียกว่าอาการท้องผูกเป็นปัญหาการย่อยอาหารทั่วไปที่ส่งผลกระทบต่อผู้คนนับล้านทั่วโลก ลักษณะเฉพาะคือการเคลื่อนไหวของลำไส้ทำงานได้ไม่ดีหรืออุจจาระลำบาก และอาจทำให้รู้สึกไม่สบาย เจ็บปวด และอาจมีอาการทางเดินอาหารอื่น ๆ การทำความเข้าใจเรื่องของการถ่ายไม่ออก สามารถช่วยให้ทุกคนรักษาสุขภาพทางเดินอาหารที่ดี และป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้องกับอาการท้องผูกได้ ถ่ายไม่ออก ท้องผูก อาการเป็นอย่างไร ท้องผูก อาการจะเป็นภาวะที่มีความยากลำบาก หรือเป็นเพราะการเคลื่อนไหวของลำไส้ทำได้ไม่ดีนัก อาการท้องผูกอาจรวมถึงอาการต่อไปนี้  1. ความเครียดในระหว่างขับถ่ายหรือมีการเคลื่อนไหวของลำไส้  2. มีการขับถ่ายน้อยกว่าสามครั้งต่อสัปดาห์  3. อุจจาระแข็งหรือเป็นก้อน  4. รู้สึกเหมือนคุณยังล้างลำไส้ไม่หมด  5. รู้สึกไม่สบายท้องหรือปวดท้อง  6. ท้องอืด อาหารไม่ย่อย หรือรู้สึกมีแก๊ส  7. รู้สึกไม่สบายหรือปวดทวารหนัก  8. สูญเสียความอยากอาหาร  9. มีอาการเหนื่อยล้า  โปรดทราบว่าความรุนแรงและความถี่ของอาการเหล่านี้ อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล หากคุณมีอาการเหล่านี้หรือมีความกังวลเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของลำไส้ ขอแนะนำให้คุณปรึกษากับผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพของคุณ ปัญหาถ่ายไม่ออก ท้องผูก เกิดจากอะไร  อาการท้องผูกอาจเกิดจากหลายปัจจัย ได้แก่ 1. อาหารที่มีเส้นใยต่ำ อาหารที่มีเส้นใยต่ำอาจทำให้เกิดอาการท้องผูกได้ เนื่องจากเส้นใยช่วยเพิ่มปริมาณอุจจาระ และส่งเสริมการเคลื่อนไหวของลำไส้  2. ภาวะขาดน้ำ การขาดของเหลวในร่างกาย อาจทำให้อุจจาระแข็งและถ่ายลำบาก  3. ขาดการออกกำลังกาย การใช้ชีวิตแบบนั่งนิ่ง อาจทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานช้าลง ซึ่งนำไปสู่อาการท้องผูก  4. ยาบางชนิด ยาบางชนิด เช่น ยาแก้ปวดกลุ่มโอปิออยด์ ยาต้านอาการซึมเศร้า และยาลดกรด อาจทำให้เกิดอาการท้องผูกได้  5. สภาวะทางการแพทย์ สภาวะทางการแพทย์บางอย่าง เช่น โรคลำไส้แปรปรวน (IBS) ภาวะไทรอยด์ทำงานต่ำ และความผิดปกติของระบบประสาท อาจทำให้เกิดอาการท้องผูกได้  6. การตั้งครรภ์ การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในระหว่างตั้งครรภ์ อาจทำให้ท้องผูกได้  7. การเพิกเฉยต่อความอยากถ่ายอุจจาระ การเพิกเฉยต่อการกระตุ้นให้ลำไส้เคลื่อนไหวอาจนำไปสู่การหยุดชะงัก ในการตอบสนองตามธรรมชาติของระบบย่อยอาหาร ซึ่งนำไปสู่อาการท้องผูก  8. อายุ เมื่ออายุมากขึ้น ระบบย่อยอาหารจะทำงานช้าลง ส่งผลให้เกิดอาการท้องผูก  9. ความเครียด ความเครียดเรื้อรังสามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในระบบย่อยอาหาร รวมถึงทำให้อาการท้องผูก ในกรณีนี้ส่วนใหญ่ อาการท้องผูกจะเกิดขึ้นเพียงชั่วคราวและสามารถบรรเทาได้ด้วยการเปลี่ยนแปลงอาหารและวิถีชีวิต  อย่างไรก็ตาม หากอาการท้องผูกยังคงอยู่หรือมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย สิ่งสำคัญคือต้องปรึกษาแพทย์ เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและรับการรักษาที่เหมาะสม ถ่ายไม่ออก ท้องผูกเรื้อรัง เสี่ยงเป็นโรคอะไรได้อีกบ้าง? อาการถ่ายไม่ออก ท้องผูกเรื้อรังอาจเป็นอาการของโรคประจำตัว หรืออาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนและปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ได้ โรคบางอย่างที่มีความเสี่ยงในผู้ที่มีอาการท้องผูกเรื้อรัง ได้แก่ 1. อาการลำไส้แปรปรวน (IBS) 2. โรคริดสีดวงทวาร 3. รอยแยกทางทวารหนัก 4. โรคถุงลมอักเสบ 5. มะเร็งลำไส้ใหญ่ 6. อาการห้อยยานของอวัยวะ 7. ความผิดปกติของอุ้งเชิงกราน 8. โรคลำไส้อักเสบ (IBD) 9. โรคกระเพาะ 10. ความผิดปกติทางระบบประสาท…

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ 隱私政策 และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า
Promotion Line Call