Category: บทความ

เรื่องของการได้รับแคลเซียมนั้นไม่ว่าจะเป็นวัยไหนก็มีความต้องการสารอาหารตัวนี้ด้วยกันทั้งนั้น และแหล่งที่สามารถค้นพบได้ง่ายที่สุดก็คือแคลเซียมในนมนั่นเอง โดยนมในตลาดตอนนี้มีให้คุณได้เลือกหลากหลายแบบ นมแต่ละแบบนั้นมีมาพร้อมปริมาณแคลเซียมที่แตกต่างกันอย่างไร วัยไหนควรเลือกดื่มนมแบบไหนดี วันนี้ถึงเวลามาหาคำตอบแล้วเลือกนมที่เหมาะกับคุณที่สุดไปดื่มกันดีกว่า แคลเซียมในนมมีประโยชน์กับคุณอย่างไร เราลองมาทำความรู้จักกับแคลเซียมกัน ก่อนที่จะไปลงลึกว่าแคลเซียมในนมตัวไหนดีกับร่างกายของคนเรามากที่สุด แล้วไปวางแผนทางโภชนาการเพื่อใช้แคลเซียมประโยชน์ให้เต็มที่กันเลย ช่วยในเรื่องกระดูกและฟัน สำหรับการที่คุณมีแคลเซียมกระดูกเพียงพอนั้นจะส่งเสริมให้มีฟัน และกระดูกที่แข็งแรง ลดความเสี่ยงในเรื่องโรคกระดูกเสื่อม กระดูกหักง่ายโดยเฉพาะในผู้ใหญ่ ช่วยป้องกันการเกิดโรคกระดูกอ่อนในเด็ก ป้องกันการเกิดโรคกระดูกน่วม ช่วยป้องกันภาวะกระดูกพรุนซึ่งจะส่งผลเสียกับหลาย ๆ แง่มุมของสุขภาพองค์รวม เพียงเลือกดื่มนมให้เหมาะกับวัยก็สามารถช่วยเรื่องนี้ได้ดี ช่วยเรื่องระบบทางเดินอาหาร ถ้าเลือกดื่มนมให้ถูกประเภท ใครแพ้แลคโตสก็เลี่ยงมาดื่มนมจากพืชหรือนมที่ไม่มีแลคโตส แต่ก็ยังได้รับปริมาณแคลเซียมกันอยู่ มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงในเรื่องของมะเร็งลำไส้ใหญ่ ช่วยเผาผลาญธาตุเหล็กในร่างกาย และยังช่วยในการควบคุมน้ำหนัก  ช่วยเรื่องระบบประสาท แคลเซียมในนมไม่ได้มีประโยชน์แค่กับเรื่องกระดูกและฟันเท่านั้น แต่ในส่วนของระบบประสาท โดยเฉพาะการส่งต่อสัญญาณประสาท สารอาหารตัวนี้สามารถช่วยบำรุงให้ทุกส่วนแข็งแรงได้ เมื่อดื่มอย่างต่อเนื่องในปริมาณที่พอเหมาะ พร้อมทั้งอย่าลืมทานอาหารที่มีประโยชน์ให้หลากหลายควบคู่ไปด้วย เพราะสารอาหารนี้ไม่ได้มีแค่ในนมเท่านั้น ยังหาเจอได้จากปลาเล็กปลาน้อย ผักใบเขียว เป็นต้น ช่วยเรื่องหัวใจ การได้รับแคลเซียมในอาหารเพียงพอมีส่วนช่วยให้การเต้นของหัวใจอยู่ในจังหวะที่เป็นปกติ ลดความเสี่ยงโรคหัวใจหลาย ๆ อย่าง และยังช่วยบรรเทาอาการนอนไม่หลับ หรือช่วยส่งเสริมให้การนอนนั้นมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นได้อีกด้วย แคลเซียมในนมอัลมอนด์ดีกับคุณอย่างไร กระแสของนมอัลมอนด์ในช่วงหลัง ๆ นั้นเริ่มเป็นที่นิยมเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเป็นทั้งทางเลือกให้กับคนที่แพ้แลคโตสที่มีมากกว่า 50% ในไทย และยังเป็นหนึ่งในนมที่มีแคลเซียมสูงอีกด้วย และถ้าต้องการเจาะลึกว่าเมื่อเลือกดื่มนมประเภทนี้แล้วมีประโยชน์พร้อมทั้งแคลเซียมให้กับคุณได้อย่างไรบ้าง เราสรุปข้อมูลมาให้คุณได้ลองนำไปวางแผนทางโภชนาการกันแล้ว นมอัลมอนด์เป็นแหล่งแคลเซียมสูง นมสดปกติ 1 แก้ว (240 ml.) สามารถให้แคลเซียมได้ 28% ของปริมาณที่แนะนำต่อวัน สำหรับนมอัลมอนด์ 1 ออนซ์ จะมีแคลเซียมอยู่ 7% ทำให้มีการพัฒนาเพื่อเพิ่มสารอาหารนี้ลงไปนมอัลมอนด์ เพื่อให้สามารถตอบโจทย์ปริมาณของแคลเซียมที่จำเป็นต่อวันให้กับผู้ดื่มได้มากขึ้น และสามารถดื่มได้วันละ 2-4 แก้ว เพราะนมประเภทนี้น้ำตาลน้อย ไม่ส่งผลกระทบกับน้ำหนัก ไม่มีแลคโตส เรื่องนี้คือสิ่งที่ทำให้หลายคนหันมาลองนมอัลมอนด์ ถ้าเทียบอัตราทั่วโลกมีคนแพ้แลคโตสมากถึง 75% การเลือกดื่มนมประเภทนี้แทนช่วยลดปัญหาการแพ้ที่ส่งผลกับระบบการทำงานของกระเพาะและลำไส้ แถมยังมีรสชาติที่อร่อยไม่แพ้กันด้วย วิตามินอีสูง สำหรับอัลมอนด์ 1 ออนซ์ พ่วงวิตามินอีมามากถึง 37% ของปริมาณที่ต้องการต่อวัน เมื่อมีวิตามินอีเพียงพอก็จะช่วยในเรื่องของการลดการอักเสบ ลดความเครียด ป้องกันโรคหัวใจและมะเร็ง มีประโยชน์กับกระดูกและดวงตา พร้อมทั้งทำให้สมองมีประสิทธิภาพในการทำงานได้มากขึ้น ลดความเสี่ยงอัลไซเมอร์อีกด้วย ในแต่ละช่วงวัยมีความต้องการแคลเซียมต่างกันอย่างไรบ้าง ความต้องการสารอาหารในแต่ละช่วงวัยนั้นมีปริมาณที่แตกต่างกัน แต่อย่างไรก็ตามแคลเซียมก็ยังเป็นที่ต้องการของทุกคน ดังนั้นเราลองมาดูกันดีกว่าว่าในแต่ละวัยนั้นต้องการสารอาหารตัวนี้ต่อวันเท่าไรบ้าง 1. วัยเด็กอายุไม่เกิน 3 ปี ควรได้ 400-800 มิลลิกรัมต่อวัน  2. เด็กอายุ 3-8 ปี ควรได้รับ 800 -1,000 มิลลิกรัมต่อวัน 3. เพศชายและเพศหญิง อายุ 9-18 ปี ต้องการ 1,300 มิลลิกรัมต่อวัน 4. เพศชายและเพศหญิง อายุ 19-50 ปี ต้องการ 1,200 มิลลิกรัมต่อวัน 5. ผู้หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร ต้องการ 1,300 มิลลิกรัมต่อวัน 6. เพศชายและเพศหญิง อายุมากกว่า 50 ปี ต้องการ 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน วิธีเติมแคลเซียมในนมให้ได้ประโยชน์มากที่สุดกับทุกช่วงวัย ถ้าถามว่าแคลเซียมกินตอนไหน สำหรับช่วงเวลาในการดื่มนม นมอัลมอนด์เพื่อเติมแคลเซียมนั้นนอกจากมื้อเช้าเป็นอาหารเติมพลังกันแล้ว ยังควรรับประทานหลังมื้ออาหารเย็น…
พวกเราอาจคุ้นเคยว่าเป็นเด็กต้องดื่มนม แต่ความจริงแล้วนมเป็นเครื่องดื่มที่สามารถให้ประโยชน์ได้กับทุกวัย เพียงแต่ต้องเลือกประเภทของนมให้เหมาะสม อย่างนมสำหรับผู้ใหญ่ก็จะต้องเน้นที่แคลเซียมสูง ไขมันต่ำ เพราะสภาวะร่างกายต้องการเสริมความแข็งแรงให้กับกระดูกและฟัน ในแบบที่ไม่ทำให้ร่างกายต้องเจอภาวะไขมันเกิน ดังนั้นถ้าตอนนี้ใครกำลังมองหานมเพื่อผู้สูงวัยกันอยู่ลองมาหาตัวเลือกที่เหมาะไปพร้อมกันดีกว่า นมสำหรับผู้ใหญ่เลือกแบบไหนถึงจะเหมาะกับช่วงวัย มาดูกันดีกว่าว่าถ้าตอนนี้คุณต้องการมองหานมสำหรับผู้ใหญ่ควรเลือกแบบไหนเพื่อให้ได้นมสำหรับผู้สูงอายุในแบบที่เป็นประโยชน์และดีกับสุขภาพ และจะได้วางแผนปริมาณที่ควรดื่มในแต่ละวันได้อีกด้วย นมพร่องมันเนยดีหรือขาดมันเนยดีที่สุด ถ้ามองหานมบำรุงกระดูกที่เหมาะสำหรับวัยผู้ใหญ่ หรือคนสูงวัย การเลือกนมแบบพร่องมันเนย หรือขาดมันเนยไปเลยมีข้อดีกับร่างกายคนวัยนี้มากกว่า เพราะปริมาณไขมันน้อยกว่านมสดแบบปกติ อย่างถ้าเป็นนมพร่องมันเนยจะมีไขมันอยู่ 2.6 กรัม ส่วนขาดมันเนยจะมีเพียง 0.2 กรัม ซึ่งดีกับร่างกายของผู้สูงวัย ที่ประสิทธิภาพของการเผาพลาญพร้อมทั้งการทำกิจกรรมต่าง ๆ ลดลง เน้นการดื่มนมรสจืด สำหรับการพัฒนารสชาตินมนั้นตอนนี้ทั้งนมพร่องมันเนยและนมขาดมันเนยนั้นจะมีการปรุงแต่งรสชาติมากขึ้นเพื่อความอร่อย แต่การปรุงแต่งนี้จะมีน้ำตาลส่วนเกิน ซึ่งไม่ถูกหลักของโภชนาการในผู้สูงอายุ เพราะถ้าควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดีอาจทำให้เกิดเป็นโรคเบาหวาน ฟันผุ เสี่ยงกับน้ำหนัก ซึ่งแน่นอนว่าเป็นสิ่งที่ผู้สูงวัยไม่ควรเจอ ดื่มแล้วต้องสังเกตสุขภาพกันด้วย บางครั้งเมื่อผู้ใหญ่หรือผู้สูงสัยดื่มนมยูเอชทีสำหรับผู้ใหญ่หรือนมที่มาจากกระบวนการผลิตอื่น ๆ อาจเจอกับอาการท้องเสีย ปวดท้อง ถ้าเกิดขึ้นควรหยุดและหาสาเหตุก่อน เพราะอาจเป็นไปได้ว่าร่างกายไม่มีน้ำย่อยเพื่อย่อยน้ำตาลแลคโตส ทำให้เกิดกรดและแก๊ส จนเข้ามาปั่นป่วนท้องได้ และถ้าเป็นเพราะแลคโตส ควรหันไปเลือกนมแบบที่ไม่มีน้ำตาลแลคโตสดื่ม หรือทานโยเกิร์ตเพื่อเสริมสุขภาพกันแทน โภชนาการในผู้สูงอายุต่อวันที่ควรได้รับ นอกจากนมสำหรับผู้ใหญ่แล้วมีสารอาหารอะไรที่จำเป็นกับผู้สูงวัยบ้าง เราลองมาเก็บข้อมูลเพื่อเตรียมอาหารเครื่องดื่มให้เหมาะสมขึ้น ซึ่งคุณสามารถแทรกนมแคลเซียมสูงเข้าไปได้ เพื่อให้มื้ออาหารนั้นสมบูรณ์มากขึ้น พลังงาน ใน 1 วันผู้สูงวัยควรได้รับพลังงานอย่างน้อย 1,500-2,000 แคลอรี่ ในแบบที่ควรเน้นอาหารเสริมผู้ใหญ่ไปที่ที่ไม่สร้างไขมันเลว ทานให้ครบ 5 หมู่ เพียงประสิทธิภาพในการทำงานของร่างกาย โปรตีน  ผู้สูงอายุมีความต้องการโปรตีนประมาณ 1 กรัม/น้ำหนักตัว (กิโลกรัม)/วัน เพื่อรักษามวลกล้ามเนื้อให้แข็งแรง ป้องกันภาวะกล้ามเนื้อลีบ และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย บางคนอาจเลือกนมผงของผู้ใหญ่ที่มีสารอาหารครบเพื่อดื่มในชีวิตประจำวันก็ได้ตามความสะดวก หรืออาจเลือกรับประทานโปรตีนคุณภาพดี เช่น เนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมัน ไข่ดาว ดื่มนมพร่องมันเนย และผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง ไขมัน ผู้สูงอายุต้องการพลังงานจากไขมันเพียงเล็กน้อย แม้ว่าไขมันอาจมีผลกับน้ำหนักและสุขภาพ แต่ก็ยังต้องการไขมันดีในปริมาณที่พอดีเพื่อใช้กรดไขมันจำเป็นและวิตามินที่ละลายในไขมันได้อย่างเพียงพอ แต่ควรเลี่ยงอาหารไขมันสูงเพื่อสุขภาพที่ดี ห่างไกลจากหลาย ๆ โรค แคลเซียม  ภาวะกระดูกพรุน ฟันผุ ความหนาแน่นของมวลกระดูกน้อยลงเป็นปัญหาที่ผู้สูงวัยต้องเจอ และผู้สูงวัยต้องการแคลเซียมอย่างน้อยวันละ 1,000 mg. เพื่อดูแลในส่วนนี้ โดยแคลเซียมสามารถตามหาจากธรรมชาติได้จากทั้งโยเกิร์ต นมเปรี้ยว ปลาที่ทานได้ทั้งกระดูก ผักใบเขียวเข้ม ผักสีส้ม เป็นต้น วิตามินบี 12 วิตามินตัวนี้สำคัญกับเม็ดเลือดแดง ระบบประสาทและเส้นประสาท ถ้าขาดไปอาจทำให้โลหิตจาง เสี่ยงกับภาวะความจำเสื่อม เน้นทานเนื้อสัตว์ ไข โยเกิร์ต นม จะช่วยเพิ่มเติมวิตามินตัวนี้ได้ดี วิธีการดื่มนมสำหรับผู้ใหญ่ให้ได้ประโยชน์มากที่สุด การดื่มนมสำหรับผู้ใหญ่นั้นถ้าลงรายละเอียดแล้วดื่มให้ถูกวิธี จะช่วยเพิ่มประโยชน์ได้มากกว่าแค่การดื่มไปเพราะต้องดื่มเป็นอย่างมาก วิธีการที่เหมาะสมสำหรับการดื่มนมในผู้ใหญ่ควรเป็นอย่างไรมาดูกัน 1. เลือกดื่มนมหลังมื้ออาหารประมาณ 1-2 ชั่วโมง มีส่วนช่วยเพิ่มความสบายท้อง และย่อยได้ง่ายมากขึ้น 2. การออกไปรับแสงแดดยามเช้า (ก่อน 10 โมง) ช่วยเพิ่มวิตามินดีจากธรรมชาติให้ร่างกาย และช่วยให้ร่างกายนั้นสามารถดูดซึมแคลเซียมได้ดีขึ้น 3. นอกจากการดื่มนมสำหรับผู้ใหญ่แล้วการเลือกทานถั่ว เต้าหู้ มีส่วนช่วยเพิ่มทั้งแคลเซียม และแมกนีเซียมให้ร่างกายได้ดีขึ้น แถมยังเป็นตัวช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้ดีขึ้นได้ 4. คุณไม่ควรเลือกดื่มนมต้องท้องว่าง เพราะกระเพาะไม่มีกรดช่วยดูดซึมแคลเซียม และยังไม่ควรดื่มพร้อมอาหารอีกด้วย เพราะจะดูดซึมแคลเซียมได้ไม่เต็มที่ 5. ไม่ควรดื่มนมพร้อมอาหารมัน เพราะทำให้ดูดซึมแคลเซียมยาก และพยายามเลี่ยงน้ำอัดลม เพราะทำให้ดูดซึมแคลเซียมได้น้อยลงนั่นเอง https://youtu.be/IbBZXZ5TNJc ผลิตนมออร์แกนิคที่เหมาะกับทุกช่วงวัยจาก Butterfly Organic การดื่มนมเป็นเรื่องที่จำเป็นสำหรับทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะวัยสูงอายุที่ร่างกายต้องสูญเสียวิตามิน…
ในนมนอกจากแคลเซียมที่พวกเราคุ้นเคยยังมีสิ่งที่เรียกว่าแลคโตส หรือเรียกว่าน้ำตาล แลคโตส ซึ่งในน้ำตาลตัวนี้มีน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวอีก 2 ชนิด คือ กลูโคสกับกาแลคโตส น้ำตาลชนิดนี้จะเจอในพวกน้ำนมของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ทั้งนมแม่ นมวัว นมแพะ และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่น ๆ ก็สามารถเจอได้ หลังจากดื่มน้ำตาลก็จะถูกย่อยในส่วนลำไส้เล็ก จนกลายเป็นกลูโคสกับกาแลคโตส ดูดซึมผ่านลำไส้ไปสู่กระแสเลือด แล้วเปลี่ยนเป็นพลังงานให้กับร่างกาย ข้อดีและข้อเสียของแลคโตสคืออะไร เชื่อว่าทุกคนรู้กันอยู่แล้วว่าการดื่มนมเป็นเหมือนพื้นฐานของการสร้างสุขภาพที่ดี แต่ช่วงหลัง ๆ เราเริ่มได้ยินและรู้จักอาการแพ้นมหรือแพ้แลคโตสในนมเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นเราลองมาเจาะลึกในส่วนของข้อดีและข้อเสียของน้ําตาล แลคโตสกันดีกว่า แลคโตส ข้อดี แลคโตส ประโยชน์คือมีส่วนช่วยในการทำให้ยาเม็ด และยาชนิดแคปซูล เมื่อใส่แลคโตสเข้าไปจะทำให้เกิดสี กลิ่น ในผลิตภัณฑ์ที่เป็นประเภทนมและขนมปัง มีส่วนเป็นตัวนำให้แลคโตสในนมข้นหวานตกตะกอนได้ง่ายดายมากขึ้น น้ำตาลตัวนี้เหมาะกับเด็กแรกเกิด เพราะมีส่วนช่วยในการสร้างเซลล์สมองได้ดี เป็นแหล่งพลังงานที่ดีให้กับร่างกาย แม้จะเป็นน้ำตาลแต่ก็ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นเบาหวานได้ เพราะเป็นความหวานจากธรรมชาติ มีส่วนช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟัน แลคโตส ข้อเสีย สำหรับบางคนที่มีอาการอาการแพ้ แลคโตสนั้น ตัวแลคโตส ท้องเสียหรือท้องอืดเกิดขึ้นได้ ซึ่งถ้าไม่มั่นใจสามารถตรวจ การแพ้ แล ค โต สก่อนได้เพื่อจะได้เลือกทานได้ง่ายขึ้น มีส่วนช่วยในเรื่องการให้พลังงานกับร่างกาย แต่ยังไม่มีสารอาหารจำเป็นอื่น ๆ มากเท่าที่ควร ต้องทานอาหารอย่างอื่นเพิ่มเติมประโยชน์ควบคู่กันไปด้วย แลคโตสเหมาะกับใคร เมื่อคุณตรวจสอบอาการแล้วว่าไม่แพ้น้ำตาลอย่างแลคโตสก็สามารถที่จะเลือกทานให้เหมาะสมกับความต้องการได้ เพราะหมายความว่าคุณยังมีการย่อยน้ําตาล แลคโตสที่ปกติ มาดูกันว่าการเลือกดื่มนมสดธรรมชาติที่มีน้ำตาลชนิดนี้อยู่เหมาะกับใครบ้าง คนที่ต้องการลดน้ำตาล ถ้าคุณเป็นหนึ่งคนที่มีเป้าหมายในการลดน้ำตาลลงการเลือกดื่มนม ทานโยเกิร์ต แลคโตสนั้นมีส่วนช่วยคุณได้ โดยเฉพาะกับคนที่เป็นโรคเบาหวาน หรือมีความเสี่ยงที่จะเป็นเบาหวาน เพราะน้ำตาลตัวนี้มีความหวานที่น้อยกว่าน้ำตาลทั่วไป ใช้แทนกันได้ในเรื่องของรสชาติ และช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดของคุณไม่สูงมากจนเกินไป คนที่ต้องการลดน้ำหนัก สำหรับการควบคุมน้ำหนักนั้นต้องการพลังงานในการใช้ชีวิตประจำวัน แต่ต้องคุมปริมาณน้ำตาลให้ดี ดังนั้นแลคโตสจึงเป็นทางเลือกที่ดี มาพร้อมพลังงาน แต่น้อยกว่าน้ำตาลธรรมดา ช่วยลดปริมาณแคลอรี่ได้เมื่อใช้แทนน้ำตาลในอาหารและเครื่องดื่ม ควรเลือกกินแลคโตสอย่างไรให้ดีกับสุขภาพ ถ้าคุณอยากได้พลังงานจากแลคโตส วันนี้เรามีทางเลือกที่ดีและปลอดภัยมาแนะนำให้คุณได้รู้จัก บอกเลยว่าการดื่มนมและผลิตภัณฑ์จากนมนั้น ถ้าคุณไม่แพ้ก็สามารถรับประโยชน์กันไปได้แบบเต็ม ๆ แต่ถ้าแพ้แลคโตสฟรีคืออะไรวันนี้เราก็มีผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์มาแนะนำเช่นกัน 1. น้ำนมโคออร์แกนิค เต็มมันเนย พาสเจอร์ไรส์ เมื่อคุณไม่ได้มีอาการแพ้แลคโตสก็มาเลือกนมที่ดีที่สุดไปดื่มกันดีกว่า นมขวดนี้มาจากวัวที่เลี้ยงในกระบวนการแบบออร์แกนิค ที่เรียกกันว่า Organic Grass Fed รสชาติอร่อยในแบบที่แตกต่างจากนมที่เคยได้ดื่ม เพราะจะขึ้นอยู่กับอากาศ ฤดูกาล ชนิดหญ้าที่วัวกิน เรียกว่าคุณจะได้สมผัสรสชาติแบบธรรมชาติแท้ แบบไม่มีสารเคมี ไม่มีการปรุงแต่ง มั่นใจได้ว่านี่แหละนมสด 100% ของจริง 2. น้ำนมโคออร์แกนิค พร่องมันเนย พาสเจอร์ไรส์ กระบวนการผลิตของนมสดสูตรนี้เหมือนกับแบบเต็มมันเนยทุกอย่าง ทั้งการเลี้ยงดูวัว การผ่านมาตรฐานการผลิต แตกต่างกันตรงที่ได้ทำการคัดแยกเพื่อให้มีมันเนยลดลง เหมาะกับคนที่มองหาทางเลือกในการควบคุมน้ำหนักในแบบที่ยังได้รับแลคโตสอยู่ 3. น้ำนมอัลมอนด์ ออริจินัล ส่วนถ้าคุณกำลังมองหานมแบบแลคโตสฟรีกันอยู่ การเลือกมาดื่มนมถั่วอย่างนมอัลมอนด์ก็สามารถให้ประโยชน์ และรสชาติที่อร่อยกับคุณได้ไม่แพ้กัน ยิ่งผ่านกระบวนการผลิตแบบออร์แกนิคด้วยแล้วยิ่งมั่นใจได้ว่าจะได้รับทั้งคุณประโยชน์และความปลอดภัยในการดื่มอย่างแน่นอน ในนมอัลมอนด์นั้นจะมีโปรตีนอยู่สูง เหมาะสำหรับช่วยซ่อมแซวมส่วนที่สึกหรอ และช่วยคุมน้ำหนักได้ดี https://youtu.be/6KJGY5euVSI บทความแนะนำ: อาการโรคเบาหวานที่หลายคนอาจไม่รู้ตัว เช็กลิสต์สัญญาณโรคเบาหวาน รู้ก่อน แก้ก่อน: โรคเบาหวาน ภัยใกล้ตัวที่ควรระวัง กินนมช่วยป้องกันได้อย่างไร นมโคออร์แกนิคทางเลือกที่ดีของสุขภาพทุกคนกับ Butterfly Organic การมองหาทางเลือกผลิตภัณฑ์จากนมที่มีมาตรฐานการผลิตแบบออร์แกนิคเสมอช่วยให้คุณได้รับความปลอดภัยในเรื่องของอาหารการกินมากขึ้น ลดความเสี่ยงในหลาย ๆ เรื่อง และยังถือว่าเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย โดยสำหรับใครที่ไม่ได้แพ้น้ำตาลอย่างแลคโตส การเลือกดื่มนมสด ทานโยเกิร์ต มีส่วนช่วยเสริมสุขภาพที่แข็งแรงให้กับคุณได้เป็นอย่างดี และหมั่นตรวจสุขภาพเพื่อดูอาการแพ้เสมอ หากเกิดอาการแพ้ขึ้นจะได้ปรับการกินให้เหมาะกับสุขภาพมากขึ้น ผลิตภัณฑ์นมต่าง ๆ…
ระบบขับถ่ายคืออีกหนึ่งหัวใจสำคัญที่บ่งบอกถึงสุขภาพองค์รวมที่ดีของคุณ แต่ถ้าคุณมีปัญหาเริ่มการขับถ่าย รู้สึกได้ถึงความไม่สมดุล มีอะไรบ้างที่จะสามารถช่วยคุณได้ในแบบที่เป็นธรรมชาติที่ดี คำตอบคือโพรไบโอติกในโยเกิร์ตนั่นเอง แม้ว่าโพรไบโอติกจะไม่ใช่ทั้งหมดที่ช่วยในเรื่องของขับถ่าย แต่ก็เป็นส่วนสำคัญที่เราทุกคนควรมี และเริ่มได้ง่าย ๆ เพียงทานโยเกิร์ตวันละถ้วย เพราะโยเกิร์ต โพรไบโอติกสูง เรื่องราวของจุลินทรีย์ดีตัวนี้มีอะไรอีกบ้าง ลองมาติดตามไปพร้อมกันเลยดีกว่า โพรไบโอติกในโยเกิร์ตคืออะไร เรามาเริ่มทำความรู้จักโพรไบโอติกในโยเกิร์ตกันก่อนดีกว่า ซึ่งความจริงแล้วโพรไบโอติกก็คือแบคทีเรียที่มีอยู่ในโยเกิร์ตนั่นเอง และยังมีอยู่ในนมเปรี้ยว กิมจิ ขิงดอง มิโสะ เทมเป้ และอีกหลาย ๆ อย่าง แต่ในโยเกิร์ตเลือกทานง่ายที่สุด แล้วประโยชน์ของแบคทีเรียตัวนี้คืออะไรเราลองมาดูกัน กระตุ้นระบบย่อยและระบบขับถ่าย โปรไบโอติก ในโยเกิร์ตมีแลคโตบาซิลลัส จุลินทรีย์ตัวนี้อยู่ในกลุ่มของโพรไบโอติกที่พบได้ตามธรรมชาติบริเวณทางเดินอาหาร การทานเติมเข้าไปช่วยเพิ่มสมดุล ทำให้ขับถ่ายได้ดีขึ้น และช่วยสร้างเอนไซม์ที่กระตุ้นจากย่อยอาหา ช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้ภูมิคุ้มกันแข็งแรงขึ้น ลดอาการอักเสบต่าง ๆ ภายในร่างกายได้ดี โดยเฉพาะกับผู้หญิงที่ต้องเจอกับอาการอักเสบของช่องคลอด และอาการอักเสบของทางเดินปัสสาวะ และยังมีส่วนช่วยในการยับยั้งจุลินทรีย์ พร้อมทั้งเชื้องอันตรายบางชนิด ช่วยรักษาสมดุล probiotic ในโยเกิร์ตมีส่วนช่วยรักษาสมดุลของจุลินทรีย์ในร่างกายที่เสียไป ภูมิคุ้มกันที่ช่วยกระตุ้นก็จะกลับเข้าสู่ภาวะสมดุลได้ง่ายมากขึ้น และเมื่อระบบเหล่านี้สมดุลก็จะส่งผลให้ร่างกายแข็งแรงมากขึ้น พรีไบโอติกและโพรไบโอติกในโยเกิร์ตต่างกันหรือไม่ หลายคนอาจกำลังสงสัยว่าพรีไบโอติกกับโพรไบโอติกในโยเกิร์ตต่างกันหรือไม่ หรือเกี่ยวข้องกันอย่างไร คำตอบที่เข้าใจได้ง่ายที่สุดคือ พรีไบโอติกนั้นเป็นอาหารของโพรไบโอติกนั่นเอง โดยถ้าเสริมพรีไบโอติกเข้าไปก็จะช่วยให้โพรไบโอติกทำงานได้ดีขึ้น คุณสามารถที่จะทานทั้งสองอย่างควบคู่กันได้เลยเพื่อให้ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น กินโพรไบโอติกในโยเกิร์ตแบบไหนถึงจะได้ประโยชน์ หลังจากที่เริ่มเข้าใจกันแล้วว่าโพรไบโอติกในโยเกิร์ตมีประโยชน์กับร่างกายอย่างไร และมองหาแหล่งของโพรไบโอติกในโยเกิร์ตมีอะไรบ้างเจอแล้ว เราลองมาดูวิธีการทานเพื่อให้เกิดประโยชน์กับร่างกายมากที่สุดกันดีกว่า เลือกทานตอนเช้า ถ้าคุณเลือกทานโยเกิร์ตตอนเช้าจะทำให้ร่างกายนั้นสามารถดูดซึมประโยชน์จากโยเกิร์ตได้อย่างเต็มที่มากที่สุด เลือกทานตอนกลางวัน ใครที่อยากได้จุลินทรีย์ดีเข้ามาช่วยปรับสมดุลของลำไส้ ช่วยให้ลำไส้ทำงานเบาลง แนะนำว่าทานโยเกิร์ตในช่วงเวลานี้เหมาะสมมากที่สุด โดยอาจเพิ่มเติมผลไม้ที่ชอบเข้าไปด้วยยิ่งทำให้ได้ประโยชน์มากขึ้น เลือกทานตอนเย็นหรือค่ำ ถ้าคุณคือคนที่นอนหลับยาก หรือต้องการส่งเสริมสุขภาพการนอนหลับให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น การทานในช่วงเวลาเย็น ๆ ค่ำ ๆ นั้นมีส่วนช่วยทำให้ง่วงนอน กระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย แถมยังทานแล้วไม่มีพลังงานเยอะจนทำให้มีผลกับน้ำหนักอีกด้วย เมื่อเลือกช่วงเวลาที่ใช่สำหรับการเติมโพรไบโอติกในโยเกิร์ตให้ตัวเองกันได้แล้วก็ต้องไม่ลืมว่าทานแต่พอดีวันละ 1-2 ถ้วยก็เพียงพอแล้วสำหรับการได้รับประโยชน์ เพราะถ้าทานมากจนเกินไปอาจส่งผลเสียในเรื่องปริมาณน้ำตาลได้ และควรเลือกทานรสธรรมชาติเพื่อประโยชน์กับทั้งร่างกายพร้อมทั้งรูปร่าง รวมโพรไบโอติกในโยเกิร์ตที่น่าสนใจ มาเลือกทานโพรไบโอติกในโยเกิร์ตกันดีกว่า มีตัวเลือกไหนที่น่าสนใจในตอนนี้บ้าง ลองมาเลือกรสที่ชอบ แบบที่ใช่ แล้วไปเติมสุขภาพดีให้กับระบบของร่างกายกันดีกว่า 1. ออร์แกนิคโยเกิร์ต ชนิดคงตัว ออริจินัล โยเกิร์ตแบบคงตัวจาก Butterfly Organic ที่มาพร้อมความเข้มข้น หอมมัน หวานเบา ๆ ไม่มีสารเคมี ใช้น้ำตาลทรายแบบออร์แกนิคในการเพิ่มความกลมกล่อม มีทั้งโพรไบโอติกและจุลินทรีย์มีชีวิตทั้ง Lactobacillus rhamnosus , Lactobacillus delbrueckii subsp, bulgaricus, Streptococcus thermophilus ไม่ปรุงแต่งด้วยสารเคมี ไม่มีการผสมนมผง เรียกว่าเป็นโยเกิร์ตจากธรรมชาติตัวจริง และยังเป็นโยเกิร์ตที่มีโพรไบโอติกสูงตัวหนึ่งอีกด้วย 2. ออร์แกนิคโยเกิร์ต ชนิดคงตัว ผสมเมล็ดเจียออร์แกนิค โยเกิร์ตแบบตงตัวที่ผลิตจากนมออร์แกนิค รสชาติกลมกล่อม หอม ละมุน เพิ่มเติมคุณประโยชน์เหมาะกับคนที่ต้องการคุมน้ำหนัก และช่วยปรับสมดุลลำไส้มากขึ้น ด้วยการเติมเมล็ดเจีย ซึ่งเป็นแหล่งกรดไขมันอย่างโอเมก้า 3 และ 6 มีส่วนช่วยปรับสมดุลการไหลเวียนเลือด บำรุงประสาท ลดคอเลสเตอรอล และมีไฟเบอร์สูง 3. ออร์แกนิคโยเกิร์ต ชนิดคงตัว ไม่หวาน สำหรับคนที่อยากลดหวานเลี่ยงน้ำตาล และอยากควบคุมการทานมากเป็นพิเศษขอแนะนำเลยว่าไม่ควรพลาดโยเกิร์ตออร์แกนิคตัวนี้ ที่ผลิตขึ้นมาเป็นสูตรแบบไม่หวาน ไม่ปรุงแต่ง ไม่ผสมนมผง ทำให้คุณสามารถทมานได้อย่างสบายใจมากขึ้น มีประโยชน์ด้วยโพรไบโอติกเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือให้คุมน้ำหนักได้ง่ายขึ้น 4. โพร พลัส โยเกิร์ตพร้อมดื่ม ผสมผงเคล…
แน่นอนว่านมคืออาหารและเครื่องดื่มที่เป็นประโยชน์กับร่างกายของทุกเพศทุกวัย แต่ก็มีหลายคนที่ค้นพบว่าร่างกายแพ้นมวัว โดยมีอาการทั้งจากการแพ้โปรตีนในนมวัว หรือภาวะย่อยน้ำตาลแล็กโทสบกพร่อง ซึ่งตอนนี้ค้นพบว่ามีสถิติคนไทยที่ย่อยน้ำตาลตัวนี้บกพร่องมากถึง 50%-60% กันเลยทีเดียว นมถั่วจึงเข้ามาเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพื่อเป็นตัวเลือกให้คุณได้รับประโยชน์ในแบบที่ไม่ต้องเจออาการไม่ถึงประสงค์กันอีกต่อไป นมถั่วคืออะไร สำหรับนมถั่วนั้นเข้ามาเป็นตัวเลือกหลัก ๆ ของคนที่พบว่ามีอาการแพ้นมวัว ไม่กินนมวัว และยังสามารถเป็นทางเลือกเพื่อเพิ่มรสชาติใหม่ ๆ ให้กับการกินดื่มได้อีกด้วย ซึ่งหลายคนนอกจากเรื่องของอาหารแพ้ ยังนิยมดื่มนมจากพืชแทนนมวัวเพราะมีส่วนช่วยในกระบวนการลดน้ำหนักที่มีประสิทธิภาพ ปริมาณของแคลอรี่จะน้อยกว่านมวัว แต่มีโปรตีนสูง มีส่วนช่วยทั้งสร้างกล้ามเนื้อ กระตุ้นการเผาผลาญ มีกากใยสูง ทำให้อิ่มเร็ว อิ่มนาน หยิบมาดื่มในวันเร่งรีบช่วยเติมคุณประโยชน์ได้อย่างน่าประทับใจ แถวรสชาติยังอร่อย กลมกล่อม ได้ความละมุนไม่แพ้นมวัวเลยทีเดียว นมถั่วมีแบบไหนให้เลือกบ้าง เราลองมาดูกันดีกว่าว่านมถั่วที่ถือว่าเป็นนมทางเลือกนั้นในตอนนี้มีตัวเลือกไหนที่น่าสนใจให้คุณได้ลองเลือกไปดื่มกันบ้าง ซึ่งแต่ละตัวมาพร้อมพื้นฐานของโปรตีนที่สูงเหมือนกัน โดยอาจมีประโยชน์ในแต่ละด้านเพิ่มเติมต่างกันเล็กน้อย แบบไหนที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคุณที่สุดมาดูกันเลย 1. นมอัลมอนด์ ถ้าพูดถึงถั่วอัลมอนด์น่าจะเป็นธัญพืชที่หลาย ๆ คนชื่นชอบกันอยู่แล้ว ยิ่งมาอยู่ในรูปแบบของนมบอกเลยว่ายิ่งน่าสนใจ และคั้นคุณประโยชน์มาได้แบบเต็ม ๆ ทั้งมาพร้อมน้ำตาลที่ต่ำ ในปริมาณ 1 แก้วมีปริมาณของคาร์โบไฮเดรตเพียง 1-2 กรัม ซึ่งต่างจากนมวัวที่อาจมีมากถึง 13-15 กรัม มีวิตามินอีที่สูง 1 แก้ว สามารถให้ปริมาณวิตามินอีได้ 20%-50% ที่คุณต้องการในแต่ละวัน ซึ่งวิตามินตัวนี้ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ลดการอักเสบ ลดความเครียด ดีกับผิวและสายตา ลดความเสื่อมของสมอง พร้อมทั้งมีแคลเซียมจัดมาให้แบบเต็มแก้ว แม้จะน้อยกว่านมวัว แต่ก็เพียงพอกับปริมาณที่ควรได้รับในแต่ละวัน อีกหนึ่งประโยชน์ที่น่าสนใจของนมตัวนี้ก็คือมีไขมันไม่อิ่มตัวอยู่ ซึ่งดีกับหลอดเลือดและหัวใจ 2. นมถั่วเหลือง สำหรับนมที่ทำจากถั่วเหลืองนั้นถือว่าคุ้นเคยกันมายาวนาน เหมาะที่จะเป็นโปรตีนทดแทนสำหรับคนแพ้นมวัว มีแคลเซียมชั้นดีอยู่ และยังมีส่วนช่วยลดคอเลสเตอรอลและไขมันในร่างกายได้ เหมาะมากเป็นพิเศษกับวัยที่หมดประจำเดือน เพราะมีไอโซฟลาโวนที่คล้ายกับฮอร์โมนเอสโตรเจนของผู้หญิง ช่วยลดอาการไม่พึงประสงค์ต่าง ๆ ได้ดี และยังมีส่วนช่วยในการบำรุงสมองอีกด้วย 3. นมพิสตาชิโอ นมถั่วตัวนี้ก็มาพร้อมพื้นฐานของการช่วยดูแลรูปร่างและสุขภาพ อุดมไปด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัว ลดไขมันชนิดเลวได้ดี แคลอรี่ต่ำ ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ ทำให้ร่างกายตอบสนองอินซูลินได้ดีขึ้น ลดโอกาสการเกิดเบาหวานลง และยังพ่วงมาด้วยแคลเซียม วิตามินบี ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม โฟลิก และโอเมก้า ช่วยในการเผาผลาญไขมันและแป้งได้ดี เติมความสดชื่น บำรุงเส้นประสาม ซ่อมแซมกล้ามเนื้อ สามารถดื่มได้ทุกวัย 4. นมแมคคาเดเมีย อีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจของคนแพ้นมวัว นมตัวนี้มาพร้อมการเป็นแหล่งสารอาหารที่คลอเลสเตอรอลและโซเดียมต่ำ ไขมันไม่อิ่มตัวสูง เป็นแหล่งโปรตีนจากพืชที่ดี มีกรดอะมิโนจำเป็น มีธาตุอาหารอัดแน่น ซึ่งทั้งหมดรวมตัวกันสามารถช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ ลดความเสี่ยงไขมันในเลือดสูง ช่วยคุมน้ำหนัก ลดความเครียด ลดการอักเสบ ทำให้เป็นนมจากถั่วอีกหนึ่งประเภทที่น่าสนใจ นมอัลมอนด์ดื่มแบบไหนให้ได้ประโยชน์ สำหรับนมถั่วที่หาง่ายและอร่อยมากที่สุดก็คงต้องยกให้กับนมอัลมอนด์นั่นเอง ซึ่งเราลองมาดูกันดีกว่าว่าดื่มนมจากถั่วประเภทนี้อย่างไรให้ได้ประดยชน์กับร่างกายมากที่สุด ไม่ใส่น้ำตาล เลือกดื่มแบบไม่ใส่น้ำตาลจะช่วยดูแลสุขภาพได้มากขึ้น แม้ว่าอาจมีรสชาติจืดหน่อย แต่ความหอมละมุนของถั่วอัลมอนด์ยังทำให้เครื่องดื่มนั้นอร่อยได้ไม่ยาก โดยถ้าใครกำลังทานอาหารแบบคีโตอยู่นมประเภทนี้เหมาะที่จะเข้าไปอยู่ในมื้ออาหารเพื่อเพิ่มประโยชน์ และจัดเมนูในแต่ละวันให้สมบูรณ์มากขึ้นแบบง่าย ๆ ใส่ซุปเปอร์ฟู๊ดเพิ่มเติม สำหรับซุปเปอร์ฟู๊ดที่นิยมใส่กับนมถั่วชนิดนี้มากที่สุดก็คือเมล็ดเชียนั่นเอง โดยคุณสมบัติหลัก ๆ เมื่อรวมตัวกันแล้วจะช่วยให้คุณอิ่มท้องนานขึ้น เป็นเครื่องดื่มช่วยคุมน้ำหนักที่ดี และยังได้ประโยชน์อื่น ๆ เพิ่มไม่ว่าจะเป็นบำรุงผิว ปรับสมดุลระบบย่อย เพิ่มความแข็งแรงให้หัวใจ ซ่อมแซมกล้ามเนื้อ ป้องกันเบาหวาน บำรุงกระดูกและฟัน ดื่มก่อนมื้ออาหาร อย่างที่รู้กันแล้วว่านมถั่วอย่างอัลมอนด์นั้นเหมาะที่จะเป็นตัวช่วยลดน้ำหนัก และยิ่งถ้าดื่มก่อนมื้ออาหารประมาณ 30 นาทียิ่งช่วยลดความอยากอาหาร ให้พลังงานต่ำ โดยอาจเลือกดื่มตอนหิวช่วงดึก หรือแทนมื้อเย็นเพื่อช่วยควบคุมน้ำหนักให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้ตามความสะดวก https://youtu.be/6KJGY5euVSI บทความแนะนำ : ความเสี่ยงใน…
ในปัจจุบันแม้โรคติดต่อจะเป็นโรคที่ผู้คนส่วนใหญ่กังวลและสนใจศึกษา แต่โรคไม่ติดต่อก็มีความสำคัญที่จะต้องเรียนรู้ ศึกษา เพื่อให้สามารถดูแลป้องกันตัวเองได้ โดยเฉพาะหากเราอาจอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่จะเป็นโรคไม่ติดต่อบางอย่าง วันนี้บทความของเราจึงจะมานำเสนอตั้งแต่โรคไม่ติดต่อคืออะไร และโรคติดต่อ สาเหตุมีอะไรบ้าง โรค NCDs อาการมีอะไรที่สามารถสังเกตได้ ตลอดจนโรคไม่ติดต่อ ป้องกันอย่างไรได้บ้าง ทำความรู้จัก โรคไม่ติดต่อ ncds ที่อาจร้ายแรงพอ ๆ กับโรคติดต่อ โรคไม่ติดต่อ คือ กลุ่มโรคที่ไม่ได้เกิดจากเชื้อและไม่สามารถติดต่อจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่งได้ โรค NCDs มีแนวโน้มที่จะพัฒนาอย่างช้า ๆ เมื่อเวลาผ่านไป และมักเชื่อมโยงกับปัจจัยในการดำเนินชีวิต เช่น การรับประทานอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ การไม่ออกกำลังกาย การใช้ยาสูบ และการใช้แอลกอฮอล์ที่เป็นอันตราย ตัวอย่างของโรค NCDs ที่อาจรุนแรงหรือถึงขั้นอันตรายถึงชีวิต 1. โรคหัวใจและหลอดเลือด (CVDs) โรคของหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงโรคหลอดเลือดหัวใจ หัวใจวาย และโรคหลอดเลือดสมอง 2. มะเร็ง โรคมะเร็งเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากการเจริญเติบโตและการแพร่กระจายของเซลล์ที่ผิดปกติในร่างกายอย่างควบคุมไม่ได้ 3. โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง  โรคของทางเดินหายใจและปอด รวมถึงโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) และโรคหอบหืด 4. โรคเบาหวาน โรคเบาหวาน คือ ภาวะที่ร่างกายไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างเหมาะสม 5. โรคไต  ภาวะต่างๆ ที่อาจทำให้ไตเสียหายหรือล้มเหลวได้ 6. ความผิดปกติของระบบประสาท ความผิดปกติของสมองและระบบประสาท ได้แก่ โรคอัลไซเมอร์และโรคพาร์กินสัน 7. ความผิดปกติทางสุขภาพจิต ความผิดปกติที่ส่งผลต่ออารมณ์ พฤติกรรม และการทำงานของสมอง รวมถึงภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวล โรคไม่ติดต่อ สาเหตุมาจากอะไรได้บ้าง สาเหตุของโรคไม่ติดต่อมักซับซ้อนและมีหลายปัจจัย หมายความว่าเกิดจากปัจจัยทางพันธุกรรม สิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตร่วมกัน ต่อไปนี้เป็นปัจจัยเสี่ยงทั่วไปที่เกี่ยวข้องกับโรค NCDs 1. พันธุกรรม  ปัจจัยทางพันธุกรรมบางอย่างสามารถเพิ่มความเสี่ยงของบุคคลในการเกิดโรคไม่ติดต่อบางอย่าง เช่น โรคหัวใจ มะเร็ง และเบาหวาน 2. ปัจจัยด้านไลฟ์สไตล์ การเลือกใช้ชีวิตที่ไม่ดีต่อสุขภาพ เช่น การรับประทานอาหารที่ไม่ดี การไม่ออกกำลังกาย การใช้ยาสูบ และการบริโภคแอลกอฮอล์มากเกินไป สามารถเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรค NCDs ได้อย่างมีนัยสำคัญ 3. ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม การสัมผัสกับสารมลพิษในสิ่งแวดล้อม เช่น มลพิษทางอากาศและสารเคมี สามารถเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรค NCDs บางชนิดได้ 4. อายุที่มากขึ้น ความเสี่ยงของการเกิดโรค NCDs มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นตามอายุ เนื่องจากความสามารถของร่างกายในการซ่อมแซมและบำรุงรักษาตัวเองจะลดลงเมื่อเวลาผ่านไป 5. ภาวะเรื้อรัง ผู้ที่มีภาวะเรื้อรังบางอย่าง เช่น ความดันโลหิตสูง คอเลสเตอรอลสูง และโรคอ้วน มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นในการเกิดโรค NCDs ใครบ้างที่เสี่ยงป่วยเป็นโรคไม่ติดต่อ ผู้ที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคไม่ติดต่อหรือ NCDs (Non-Communicable Diseases) สูงมีอยู่หลายกลุ่ม เช่น: 1. ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเคยเป็นโรค NCDs เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน หรือโรคมะเร็ง 2. ผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการเป็นโรค NCDs เช่น การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ การไม่ออกกำลังกาย และการรับประทานอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ 3. ผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ 4. ผู้ที่มีโรคประจำตัวอื่น…
ชีวิตประจำวันของผู้คนในปัจจุบันที่เน้นการบริโภคอาหารต่าง ๆ ด้วยความรวดเร็ว มีผลทำให้เกิดโรคต่าง ๆ ติดตามมาได้อย่างไม่ทันจะรู้ตัว หนึ่งในกลุ่มโรคที่มีความเด่นชัดคือ โรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารอย่างอาการท้องอืด ที่เชื่อว่าหลายคนจะต้องเคยเป็น ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้เป็นซ้ำ และเพื่อให้เป็นแนวทางที่สามารถรักษาตัวเองได้อย่างถูกต้อง บทความของเราจะทำให้คุณทราบตั้งแต่สาเหตุว่าท้องอืดเกิดจากอะไร ท้องอืด กินอะไรหาย เราจะต้องเลือกรับประทานอาหารอย่างไรไม่ให้ร่างกายเดินทางไปสู่การป่วยเป็นโรคท้องอืดเรื้อรัง หากคุณเป็นหนึ่งคนที่กำลังท้องอืดบ่อย แก้ไขยังไงก็ยังไม่ตรงจุด บทความของเราจะมาบอกข้อมูลที่ถูกต้อง พร้อมมาตอบคำถามว่าโยเกิร์ต แก้ท้องอืดได้จริงหรือไม่? ท้องอืด คืออะไร เกิดจากอะไร อาการท้องอืดนั้นไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย แต่การผลิตก๊าซที่มากเกินไปและเมื่อมีอาการท้องอืด ความรู้สึกไม่สบาย และอาจทำให้มีความอับอายเมื่อต้องขับสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ออกมา เช่น การผายลม คือการปล่อยก๊าซในลำไส้ผ่านทางทวารหนัก เป็นการทำงานของร่างกายตามปกติที่เกิดขึ้น เมื่อแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ทำลายอาหารที่ย่อยไม่หมดในลำไส้เล็ก มีหลายปัจจัยที่อาจทำให้เกิดอาการท้องอืด ได้แก่  1. การกลืนอากาศ เมื่อเรากินหรือดื่ม เราสามารถกลืนอากาศเข้าไปโดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งจะถูกปล่อยออกมาในรูปของอาการท้องอืด  2. อาหารบางชนิด อาหารบางชนิดเป็นที่ทราบกันดีว่าสร้างก๊าซมากกว่าอาหารอื่น ๆ ตัวอย่างเช่น ถั่ว ถั่วเลนทิล กะหล่ำปลี หัวหอม และเครื่องดื่มอัดลม  3. ความผิดปกติของการย่อยอาหาร ภาวะต่าง ๆ เช่น การแพ้แล็กโทส โรค celiac และกลุ่มอาการลำไส้แปรปรวน (IBS) อาจทำให้การผลิตก๊าซเพิ่มขึ้นและท้องอืดตามมา 4. ความผิดปกติของการย่อยอาหาร ภาวะต่าง ๆ เช่น โรคลำไส้แปรปรวน (IBS) โรคลำไส้อักเสบ (IBD) หรือโรคกรดไหลย้อน (GERD) อาจทำให้ท้องอืด แน่นท้อง ท้องแข็งได้  5. รอบเดือน  ผู้หญิงบางคนอาจมีอาการท้องอืด แน่น และแข็งในช่องท้องระหว่างรอบเดือน 6. ยาปฏิชีวนะ สามารถทำลายสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้ ทำให้มีการผลิตก๊าซเพิ่มขึ้น  7. การสูบบุหรี่ ทำให้คนกลืนอากาศเข้าไปมากขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่การผลิตก๊าซที่เพิ่มขึ้น ในบางกรณีหากคุณมีอาการท้องอืดมากเกินไป อาจเป็นสัญญาณของโรคทางเดินอาหารที่ต้องพบแพทย์ หากคุณกังวลเกี่ยวกับอาการท้องอืดเรื้อรังหรืออาการทางเดินอาหารอื่น ๆ ขอแนะนำให้คุณปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเพื่อรับการประเมินและคำแนะนำเพิ่มเติม ท้องอืดบ่อย มะเร็งลำไส้อาจกำลังถามหา อาการท้องอืดบ่อย ๆ เพียงอย่างเดียวไม่ใช่สัญญาณหรืออาการทั่วไปของมะเร็งลำไส้ มะเร็งลำไส้ใหญ่มักไม่แสดงอาการในระยะแรก และอาจไม่แสดงอาการจนกว่ามะเร็งจะลุกลาม อาการทั่วไปของมะเร็งลำไส้อาจรวมถึง 1. พฤติกรรมการขับถ่ายเปลี่ยนไป เช่น ท้องผูกหรือท้องเสียต่อเนื่อง  2. อุจจาระเป็นเลือดหรือมีเลือดออกทางทวารหนัก  3. ปวดท้องหรือเป็นตะคริว  4. น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ  5. อ่อนเพลียหรือเมื่อยล้า  6. โรคโลหิตจาง (จำนวนเม็ดเลือดแดงต่ำ)  หากคุณมีอาการท้องอืดเรื้อรังร่วมกับอาการอื่น ๆ หรือปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ใหญ่ (เช่น ประวัติครอบครัวเป็นโรคนี้) สิ่งสำคัญคือต้องพูดคุยกับบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของอาการของคุณ และรับการตรวจคัดกรองที่เหมาะสมหากจำเป็น ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพอาจแนะนำการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ หรือการตรวจอื่น ๆ เพื่อตรวจหามะเร็งลำไส้ใหญ่หรือภาวะทางเดินอาหารอื่น ๆ ท้องอืดบ่อย แก้ยังไง หากคุณมีอาการท้องอืดบ่อย ๆ มีหลายวิธีที่คุณสามารถลองทำเพื่อลดบรรเทาอาการของคุณ  1. หลีกเลี่ยงอาหารที่ทราบว่าทำให้เกิดแก๊ส  เช่น ถั่ว ถั่วเลนทิล บรอกโคลี หัวหอม และกะหล่ำปลี ซึ่งมีคาร์โบไฮเดรตที่ย่อยยาก และสามารถผลิตแก๊สได้เมื่อแบคทีเรียในลำไส้ย่อยสลาย  2. รับประทานอาหารช้า ๆ และเคี้ยวอาหารให้ละเอียด  วิธีนี้สามารถช่วยลดปริมาณอากาศที่คุณกลืนเข้าไปขณะรับประทานอาหาร ซึ่งจะนำไปสู่การผลิตก๊าซที่เพิ่มขึ้น  3….
ความดันโลหิตสูงคือโรคอะไร ทำไมหลายคนเมื่อมีอายุมากขึ้นถึงเป็นโรคนี้ วันนี้บทความของเราจะมาวินิจฉัยร่วมกันกับทุกคน เพื่อทำความรู้จักว่าโรคความดันโลหิตสูงสาเหตุมาจากอะไร และเราจะสามารถสังเกตตัวเองรวมถึงคนรอบข้างว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูง อาการที่สังเกตได้มีอะไรบ้าง ตลอดจนโรคความดันโลหิตสูง การป้องกันโรคนี้ ผ่านการเลือกกินอะไรลดความดันโลหิตสูง วันนี้บทความของเราจะมาไขทุกข้อสงสัย ทำให้คนได้รู้จักกับโรคความดันโลหิตสูงที่มีความใกล้ตัวเรามากยิ่งขึ้น ทำความรู้จัก “โรคความดันโลหิตสูง” ภัยเงียบที่ทุกคนอาจไม่รู้ตัว โรคความดันโลหิตสูง เป็นภาวะที่ส่งผลกระทบต่อผู้คนนับล้านทั่วโลก มันมักถูกเรียกว่า “ฆาตกรเงียบ” เนื่องจากมักไม่มีอาการบ่งชี้ชัดเจน แต่อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพร้ายแรงได้หากปล่อยไว้โดยไม่รักษา โดยทั่วไปความดันโลหิตคือแรงที่เลือดดันผนังหลอดเลือดแดงขณะที่หัวใจสูบฉีดเลือดไปทั่วร่างกาย เมื่อความดันสูงอย่างต่อเนื่อง อาจทำให้หลอดเลือดแดงและอวัยวะของคุณเสียหาย และเมื่อเวลาผ่านไปความดันโลหิตสูงสามารถนำไปสู่ปัญหาสุขภาพร้ายแรงต่าง ๆ อาทิ โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคไต และสูญเสียการมองเห็น โรคความดันโลหิตสูง คือ โรคความดันโลหิตสูงคือ ภาวะที่แรงของเลือดต่อผนังหลอดเลือดแดงสูงเกินไปอย่างต่อเนื่อง เราสามารถวัดความดันโลหิตโดยใช้ตัวเลข 2 ตัว คือ ความดันซิสโตลิก (ตัวเลขบน) และความดันไดแอสโตลิก (ตัวเลขล่าง) ค่าความดันโลหิตปกติจะอยู่ที่ประมาณ 120/80 mmHg (มิลลิเมตรปรอท) ความดันโลหิตสูงมักถูกกำหนดให้มีการอ่านค่าความดันโลหิตได้ตั้งแต่ 130/80 mmHg หรือสูงกว่านั้นในหลายครั้ง เราสามารถแบ่งประเภทความดันโลหิตสูงได้ 2 ประเภท ได้แก่ 1. ความดันโลหิตสูงแบบปฐมภูมิ เป็นชนิดที่พบบ่อยที่สุดและไม่ทราบสาเหตุ 2. ความดันโลหิตสูงแบบทุติยภูมิ  ซึ่งเกิดจากโรคประจำตัว เช่น โรคไต หรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ปัจจัยเสี่ยงบางประการสำหรับโรคความดันโลหิตสูง ได้แก่ อายุ ประวัติครอบครัว โรคอ้วน ไขมันในเลือดสูง วิถีชีวิตประจำที่มีการสูบบุหรี่ มีความเครียด และการรับประทานอาหารที่มีเกลือและไขมันอิ่มตัวสูง  ความดันโลหิตสูงสามารถวินิจฉัยได้โดยการทดสอบความดันโลหิตอย่างง่าย ซึ่งจะวัดแรงของเลือดต่อผนังหลอดเลือดแดงของคุณ หากคุณได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูง แพทย์ของคุณอาจแนะนำให้เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต เช่น ออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และเทคนิคการลดความเครียด ในบางกรณีอาจมีการสั่งยา เพื่อช่วยลดความดันโลหิตของคุณ สิ่งสำคัญคือต้องจริงจังกับโรคความดันโลหิตสูงและเข้ารับการตรวจสุขภาพเป็นประจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณมีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคนี้ การจัดการความดันโลหิตและการเลือกวิถีชีวิตที่ดีต่อสุขภาพ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพร้ายแรงและมีชีวิตที่ยืนยาวและมีสุขภาพดีขึ้นได้ โรคความดันโลหิตสูง สาเหตุมาจากอะไร สาเหตุที่แท้จริงของความดันโลหิตสูงแบบปฐมภูมิ (ความดันโลหิตสูงชนิดที่พบบ่อยที่สุด) มักไม่ทราบแน่ชัด แต่มีปัจจัยหลายอย่างที่สามารถเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะนี้ได้ ปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ ได้แก่  1. อายุ  เมื่อเราอายุมากขึ้น ความเสี่ยงในการเป็นโรคความดันโลหิตสูงจะเพิ่มขึ้น  2. พันธุกรรม ความดันโลหิตสูงสามารถมีโอกาสเป็นในครอบครัวที่มีประวัติว่าเป็นความดันโลหิต โดยองค์ประกอบมาทางพันธุกรรม  3. ปัจจัยด้านไลฟ์สไตล์ การมีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน การใช้ชีวิตแบบนั่งกับที่ การบริโภคอาหารที่มีโซเดียมสูง และการสูบบุหรี่ล้วนเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคความดันโลหิตสูง  4. ภาวะเรื้อรัง ภาวะทางการแพทย์บางอย่าง เช่น เบาหวาน โรคไต และภาวะหยุดหายใจขณะหลับ สามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคความดันโลหิตสูงได้  5. ความเครียด ความเครียดเรื้อรังอาจทำให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนที่เพิ่มความดันโลหิต  สำหรับความดันโลหิตสูงแบบทุติยภูมิ (ความดันโลหิตสูงที่เกิดจากโรคประจำตัว) อาจเกิดได้จากหลายปัจจัย เช่น โรคไต ความไม่สมดุลของฮอร์โมน และยา เช่น ยาคุมกำเนิดหรือยาลดน้ำมูก  โรคความดันโลหิตสูง การป้องกันอย่างไรดี 1. ลดและควบคุมน้ำหนัก การลดน้ำหนักหากคุณมีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วนควรที่จะทำ เพราะมันจะช่วยลดความดันโลหิตของคุณได้อย่างมาก และทำให้คุณสามารถมีระดับน้ำหนักที่ดีต่อสุขภาพได้โดยสมดุล 2. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การออกกำลังกายสามารถช่วยลดความดันโลหิตและรักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติได้ ควรตั้งเป้าออกกำลังกายระดับปานกลางอย่างน้อย 30 นาทีเกือบทุกวันในสัปดาห์  3. ลดเค็ม ลดโซเดียม การกินเกลือมากเกินไปสามารถเพิ่มความดันโลหิตให้สูงขึ้นได้ ดังนั้นควรที่จะพยายามจำกัดการบริโภคเกลือในแต่ละวันให้น้อยกว่า 2,300 มิลลิกรัม (ประมาณ 1…
โรคบางโรคอย่าง “อาหารเป็นพิษ” เป็นโรคที่ผู้คนหลายคนมีโอกาสเป็นกันได้มาก โดยเฉพาะในช่วงหน้าร้อนแบบนี้ ดังนั้นเพื่อให้ทุกคนสามารถรับมือกับภาวะ food poisoning ได้ ทุกคนจึงจำเป็นจะต้องมีความรู้เบื้องต้นว่าอาหารเป็นพิษ อาการเป็นอย่างไร เราทุกคนเมื่ออาหารเป็นพิษ แก้ยังไง มีแนวทางใดที่เมื่ออาหารเป็นพิษ รักษาเบื้องต้นได้ และบทความของเราจะพาย้อนกลับไปที่การตอบคำถามว่าสาเหตุของอาหารเป็นพิษ เกิดจากอะไร เมื่อมีอาการอาหารเป็นพิษ ห้ามกินอะไร และควรทานอะไร จะสามารถทานโยเกิร์ตได้หรือไม่ อย่างไร วันนี้เรามาศึกษาข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองเหล่านี้ไปพร้อมกัน อาหารเป็นพิษ เกิดจากอะไร รักษาอย่างไรจึงจะหาย? อาหารเป็นพิษ ภาษาอังกฤษ Food Poisoning เกิดจากการบริโภคอาหารหรือเครื่องดื่มที่ปนเปื้อนจุลินทรีย์ที่เป็นอันตราย เช่น แบคทีเรีย ไวรัส ปรสิต หรือสารพิษ สาเหตุส่วนใหญ่ของอาหารเป็นพิษคือแบคทีเรีย โดยเฉพาะ Salmonella, Campylobacter, E. coli และ Listeria แบคทีเรียเหล่านี้สามารถอยู่ในอาหารหลากหลายชนิด รวมทั้งเนื้อสัตว์ สัตว์ปีก ไข่ ผลิตภัณฑ์นม อาหารทะเล และผักผลไม้สด  อย่างไรก็ตามอาหารเป็นพิษอาจเกิดจากไวรัส เช่น โนโรไวรัส ไวรัสตับอักเสบเอ และโรตาไวรัส ซึ่งสามารถแพร่กระจายผ่านทางอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อน ปรสิต เช่น Giardia และ Cryptosporidium ยังสามารถทำให้เกิดอาหารเป็นพิษเมื่อปนเปื้อนอาหารหรือน้ำ อาหารเป็นพิษอาจเกิดขึ้นได้เมื่ออาหารไม่ได้จัดเก็บหรือปรุงอย่างเหมาะสม เมื่อไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานด้านสุขอนามัยระหว่างการเตรียมอาหาร หรืออาหารปนเปื้อนระหว่างการแปรรูปหรือบรรจุภัณฑ์ นอกจากนี้ยังสามารถเกิดขึ้นได้เมื่อบริโภคอาหารเลยวันหมดอายุไปแล้ว หรือเมื่อเกิดการปนเปื้อนระหว่างปรุงอาหารดิบไปจนถึงอาหารปรุงสุก  อาหารเป็นพิษ อาการเป็นยังไง โรคอาหารเป็นพิษ อาการอาจต่างกันไปขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อโรคที่ทำให้เกิดอาการป่วย อย่างไรก็ตาม อาการทั่วไปของอาหารเป็นพิษ ได้แก่ 1. คลื่นไส้ รู้สึกไม่สบายท้องหรืออยากอาเจียน มีความรู้สึกว่าลำไส้แปรปรวน 2. การอาเจียน การขับของเสียในกระเพาะอาหารออกทางปากอย่างรุนแรง  3. โรคอุจจาระร่วง การถ่ายอุจจาระเหลวและเป็นน้ำ หรือมีอาการท้องเสีย 4. อาการปวดท้องและตะคริว ปวดและรู้สึกไม่สบายบริเวณท้อง  5. ไข้ การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิร่างกายมาพร้อมกับเหงื่อออก หรือหนาวสั่น  6. ปวดศีรษะ รู้สึกปวดตุบ ๆ ที่ศีรษะ  7. ความเหนื่อยล้า รู้สึกเหนื่อยหรืออ่อนแอ  8. ภาวะขาดน้ำ การขาดของเหลวในร่างกาย ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการต่าง ๆ เช่น กระหายน้ำ ปากแห้ง และปัสสาวะลดลง  โรคอาหารเป็นพิษ อาการมักเริ่มภายในไม่กี่ชั่วโมง หรือหลายวันหลังจากรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มที่ปนเปื้อน และอาจมีอาการนานหลายวันถึง 2 – 3 สัปดาห์ ในกรณีที่รุนแรง อาหารเป็นพิษสามารถนำไปสู่การรักษาตัวในโรงพยาบาลหรือถึงขั้นเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะในกลุ่มประชากรที่เปราะบาง เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ สตรีมีครรภ์ และผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ อาหารเป็นพิษ แก้ยังไง การรักษาโรคอาหารเป็นพิษ ขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อโรคที่ก่อให้เกิดอาการเจ็บป่วย เช่นเดียวกับความรุนแรงของอาการ ในกรณีส่วนใหญ่ อาการอาหารเป็นพิษเล็กน้อยถึงปานกลางสามารถรักษาได้ที่บ้านด้วยขั้นตอนต่อไปนี้ 1. พักผ่อนและให้ความชุ่มชื้นต่อร่างกาย ดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อทดแทนของเหลวและอิเล็กโทรไลต์ที่สูญเสียไป น้ำเปล่า น้ำซุปใส และสารละลายอิเล็กโทรไลต์เป็นทางเลือกที่ดี หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ คาเฟอีน และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล  2. ยา  ยาที่จำหน่ายหน้าเคาน์เตอร์ เช่น ยาต้านอาการท้องร่วง ยาต้านอาการคลื่นไส้ และยาบรรเทาอาการปวดอาจช่วยในการจัดการอาการได้ …
ใครที่รักสุขภาพจะต้องอ่านบทความนี้ เพราะเราจะมาบอกว่าอาการธรรมดาที่ไม่ธรรมดาอย่างอาการถ่ายไม่ออก หรือที่เรียกกันว่าท้องผูกเกิดจากอะไร เพราะปัญหาท้องผูกเชื่อว่าหลายคนจะต้องเคยเจอ แต่เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการท้องผูกเรื้อรัง เราจึงจำเป็นจะต้องทราบทั้งอาการท้องผูก วิธีป้องกัน ตลอดจนการแก้อาการท้องผูก เร่งด่วน และใครที่สงสัยว่าท้องผูก กินโยเกิร์ตเหมาะสมหรือไม่ อย่างไร วันนี้บทความของเราจะมาขยายให้ได้เข้าใจไปพร้อมกัน ทำความรู้จักอาการ “ถ่ายไม่ออก” อาการธรรมดาที่ไม่ปกติ การเบ่งอุจจาระไม่ออกหรือที่เรียกว่าอาการท้องผูกเป็นปัญหาการย่อยอาหารทั่วไปที่ส่งผลกระทบต่อผู้คนนับล้านทั่วโลก ลักษณะเฉพาะคือการเคลื่อนไหวของลำไส้ทำงานได้ไม่ดีหรืออุจจาระลำบาก และอาจทำให้รู้สึกไม่สบาย เจ็บปวด และอาจมีอาการทางเดินอาหารอื่น ๆ การทำความเข้าใจเรื่องของการถ่ายไม่ออก สามารถช่วยให้ทุกคนรักษาสุขภาพทางเดินอาหารที่ดี และป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้องกับอาการท้องผูกได้ ถ่ายไม่ออก ท้องผูก อาการเป็นอย่างไร ท้องผูก อาการจะเป็นภาวะที่มีความยากลำบาก หรือเป็นเพราะการเคลื่อนไหวของลำไส้ทำได้ไม่ดีนัก อาการท้องผูกอาจรวมถึงอาการต่อไปนี้  1. ความเครียดในระหว่างขับถ่ายหรือมีการเคลื่อนไหวของลำไส้  2. มีการขับถ่ายน้อยกว่าสามครั้งต่อสัปดาห์  3. อุจจาระแข็งหรือเป็นก้อน  4. รู้สึกเหมือนคุณยังล้างลำไส้ไม่หมด  5. รู้สึกไม่สบายท้องหรือปวดท้อง  6. ท้องอืด อาหารไม่ย่อย หรือรู้สึกมีแก๊ส  7. รู้สึกไม่สบายหรือปวดทวารหนัก  8. สูญเสียความอยากอาหาร  9. มีอาการเหนื่อยล้า  โปรดทราบว่าความรุนแรงและความถี่ของอาการเหล่านี้ อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล หากคุณมีอาการเหล่านี้หรือมีความกังวลเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของลำไส้ ขอแนะนำให้คุณปรึกษากับผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพของคุณ ปัญหาถ่ายไม่ออก ท้องผูก เกิดจากอะไร  อาการท้องผูกอาจเกิดจากหลายปัจจัย ได้แก่ 1. อาหารที่มีเส้นใยต่ำ อาหารที่มีเส้นใยต่ำอาจทำให้เกิดอาการท้องผูกได้ เนื่องจากเส้นใยช่วยเพิ่มปริมาณอุจจาระ และส่งเสริมการเคลื่อนไหวของลำไส้  2. ภาวะขาดน้ำ การขาดของเหลวในร่างกาย อาจทำให้อุจจาระแข็งและถ่ายลำบาก  3. ขาดการออกกำลังกาย การใช้ชีวิตแบบนั่งนิ่ง อาจทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานช้าลง ซึ่งนำไปสู่อาการท้องผูก  4. ยาบางชนิด ยาบางชนิด เช่น ยาแก้ปวดกลุ่มโอปิออยด์ ยาต้านอาการซึมเศร้า และยาลดกรด อาจทำให้เกิดอาการท้องผูกได้  5. สภาวะทางการแพทย์ สภาวะทางการแพทย์บางอย่าง เช่น โรคลำไส้แปรปรวน (IBS) ภาวะไทรอยด์ทำงานต่ำ และความผิดปกติของระบบประสาท อาจทำให้เกิดอาการท้องผูกได้  6. การตั้งครรภ์ การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในระหว่างตั้งครรภ์ อาจทำให้ท้องผูกได้  7. การเพิกเฉยต่อความอยากถ่ายอุจจาระ การเพิกเฉยต่อการกระตุ้นให้ลำไส้เคลื่อนไหวอาจนำไปสู่การหยุดชะงัก ในการตอบสนองตามธรรมชาติของระบบย่อยอาหาร ซึ่งนำไปสู่อาการท้องผูก  8. อายุ เมื่ออายุมากขึ้น ระบบย่อยอาหารจะทำงานช้าลง ส่งผลให้เกิดอาการท้องผูก  9. ความเครียด ความเครียดเรื้อรังสามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในระบบย่อยอาหาร รวมถึงทำให้อาการท้องผูก ในกรณีนี้ส่วนใหญ่ อาการท้องผูกจะเกิดขึ้นเพียงชั่วคราวและสามารถบรรเทาได้ด้วยการเปลี่ยนแปลงอาหารและวิถีชีวิต  อย่างไรก็ตาม หากอาการท้องผูกยังคงอยู่หรือมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย สิ่งสำคัญคือต้องปรึกษาแพทย์ เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและรับการรักษาที่เหมาะสม ถ่ายไม่ออก ท้องผูกเรื้อรัง เสี่ยงเป็นโรคอะไรได้อีกบ้าง? อาการถ่ายไม่ออก ท้องผูกเรื้อรังอาจเป็นอาการของโรคประจำตัว หรืออาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนและปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ได้ โรคบางอย่างที่มีความเสี่ยงในผู้ที่มีอาการท้องผูกเรื้อรัง ได้แก่ 1. อาการลำไส้แปรปรวน (IBS) 2. โรคริดสีดวงทวาร 3. รอยแยกทางทวารหนัก 4. โรคถุงลมอักเสบ 5. มะเร็งลำไส้ใหญ่ 6. อาการห้อยยานของอวัยวะ 7. ความผิดปกติของอุ้งเชิงกราน 8. โรคลำไส้อักเสบ (IBD) 9. โรคกระเพาะ 10. ความผิดปกติทางระบบประสาท…

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ 隱私政策 และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า
Promotion Line Call