Category: เรื่องน่ารู้

จุลินทรีย์ในอาหาร เชื่อได้ว่าเป็นคำที่หลาย ๆ คนคุ้นเคยกันดีโดยเฉพาะผู้ที่รับประทานจุลินทรีย์เหล่านี้เพื่อคุณประโยชน์ทางด้านสุขภาพ ซึ่งคงไม่ผิดนักหากจะบอกว่าเมื่อพูดถึง “จุลินทรีย์” หลาย ๆ คนมักจะนึกถึงแบคทีเรีย หรือเชื้อบางอย่างที่ดูไม่ค่อยน่ากินนัก แต่เราก็มักจะรับประทานมันอยู่บ่อย ๆ 
เคยเป็นไหมที่ดูแลสุขภาพกันแค่ตอนป่วยเท่านั้น? ทั้งที่อาหารที่เรากินทุกวันคือสิ่งที่สามารถป้องกันโรคได้ตั้งแต่ต้นทาง หากเรารู้จักเลือกให้ถูกต้อง หลายคนอาจยังไม่รู้ว่าเมนูอาหารเป็นยาไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่คือแนวทางธรรมชาติที่ช่วยดูแลร่างกายอย่างยั่งยืน ทั้งในด้านการป้องกันโรคเรื้อรัง บำรุงระบบภูมิคุ้มกัน ลดการอักเสบในร่างกาย บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักอาหารต้านโรคที่สามารถทำกินเองได้ง่าย ๆ พร้อมไอเดียอาหารเพิ่มภูมิคุ้มกันที่ทั้งอร่อยและดีต่อสุขภาพแบบรอบด้าน เปลี่ยนมื้ออาหารธรรมดาให้กลายเป็นพลังทางเลือกสุขภาพป้องกันโรคที่คุณสร้างได้ด้วยตัวเอง อาหารต้านโรคคืออะไร? และทำงานอย่างไร? อาหารต้านโรคเป็นกลุ่มอาหารที่มีสารอาหารหรือสารประกอบที่ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน ความดัน ภูมิแพ้ หรือแม้แต่โรคมะเร็ง อาหารเหล่านี้มักอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ วิตามิน แร่ธาตุ เส้นใยอาหารและกรดไขมันดี ที่ช่วยลดการอักเสบในร่างกาย เสริมสร้างสมดุลของระบบต่าง ๆ ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ กลไกสำคัญของอาหารต้านโรค คือการช่วยฟื้นฟูระบบภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติของร่างกาย ซึ่งสัมพันธ์โดยตรงกับการลดความเสี่ยงของโรคต่าง ๆ เช่น เมื่อเราบริโภคอาหารสร้างภูมิคุ้มกันต่าง ๆ เช่น ผักใบเขียวเข้ม ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ เห็ด กระเทียม หรือขิง ร่างกายจะได้รับสารอาหารที่ช่วยกระตุ้นการผลิตเม็ดเลือดขาว เพิ่มความแข็งแรงของระบบป้องกันโรคภายในและช่วยให้ร่างกายต่อสู้กับเชื้อโรคหรือไวรัสได้ดีขึ้น กลุ่มสารอาหารสำคัญในอาหารต้านโรค ที่ควรรู้! การเลือกอาหารที่ดีไม่ใช่แค่คำนึงถึงแคลอรีหรือความอิ่ม แต่คือการเติมสารอาหารที่มีคุณค่าและช่วยให้ร่างกายแข็งแรงจากภายใน โดยเฉพาะกลุ่มสารอาหารที่มีบทบาทในการต้านโรคและเสริมภูมิคุ้มกันอย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งถือเป็นหัวใจของอาหารเพิ่มภูมิคุ้มกันและอาหารต้านโรคในชีวิตประจำวัน 1. สารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidants) เช่น วิตามิน C, วิตามิน E, เบต้าแคโรทีน และซีลีเนียม ช่วยลดความเสียหายจากอนุมูลอิสระในร่างกาย ชะลอความเสื่อมของเซลล์ และลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรัง เช่น มะเร็ง โรคหัวใจ 2. วิตามินและแร่ธาตุที่เสริมภูมิคุ้มกัน เช่น วิตามิน D, สังกะสี (Zinc), ธาตุเหล็ก และแมกนีเซียม ซึ่งช่วยกระตุ้นการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาว และเพิ่มประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ 3. ใยอาหาร (Dietary Fiber) พบในผัก ผลไม้ ธัญพืช พืชตระกูลถั่ว มีบทบาทสำคัญในการดูแลลำไส้ให้แข็งแรง ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางของระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้ดี ลดการอักเสบเรื้อรัง 4. ไขมันดี (Good Fats) เช่น โอเมก้า 3 จากปลาทะเล น้ำมันมะกอก ถั่วต่าง ๆ ซึ่งช่วยลดการอักเสบในร่างกายและเสริมการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกัน 5. พฤกษเคมี (Phytonutrients) เช่น เคอร์คูมินในขมิ้น แอนโทไซยานินในเบอร์รี่ หรืออัลลิซินในกระเทียม เป็นสารธรรมชาติในพืชที่มีฤทธิ์ต้านไวรัส แบคทีเรียและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง อาหารต้านโรคมะเร็ง กินอะไรดี? มะเร็งเป็นหนึ่งในโรคร้ายที่หลายคนหวาดกลัว แต่เราสามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการเลือกกินอาหารที่ถูกต้อง โดยเฉพาะอาหารที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต่อต้านอนุมูลอิสระ ส่งเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งทั้งหมดนี้คือหัวใจสำคัญของการสร้างเมนูอาหารเป็นยาที่ใช้ธรรมชาติในการดูแลสุขภาพ 1. ผักใบเขียวเข้ม เช่น คะน้า บรอกโคลี ปวยเล้ง อุดมไปด้วยไฟโตนิวเทรียนท์ (Phytonutrients) และสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยชะลอการเติบโตของเซลล์มะเร็ง 2. กระเทียมและหอมแดง มีสารอัลลิซิน (Allicin) และเควอซิติน (Quercetin) ซึ่งมีฤทธิ์ต้านมะเร็งโดยตรง 3. ขมิ้นชัน สารเคอร์คูมินในขมิ้นมีคุณสมบัติลดการอักเสบ และยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง 4. มะเขือเทศ อุดมด้วยไลโคปีน (Lycopene) ที่มีบทบาทในการป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมาก 5. เห็ดหลินจือและเห็ดหอม มีสารเบต้ากลูแคนที่ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันและลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็ง อาหารต้านโรคเบาหวานและควบคุมระดับน้ำตาล การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ใช่แค่ลดหวาน แต่คือการเลือกกินอาหารที่ช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลและส่งเสริมสุขภาพโดยรวม อาหารต้านเบาหวานที่ดีควรมีไฟเบอร์สูง…
โลกของอาหารและโภชนาการ อาจเคยได้ยินคำว่าน้ำตาลแลคโตสอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่แพ้นมวัวหรือมีอาการไม่สบายท้องหลังดื่มนม แต่แท้จริงแล้วน้ำตาลแลคโตสคืออะไรกันแน่ เราจะพบมันได้ในอาหารชนิดไหนบ้าง Butterfly Organic จะพาไปทำความรู้จักน้ำตาลแลคโตสให้มากขึ้น เพื่อให้คุณเข้าใจร่างกายตัวเองได้ดีขึ้น และสามารถเลือกรับประทานอาหารได้อย่างเหมาะสม น้ำตาลแลคโตสคืออะไร น้ำตาลแลคโตส หรือ lactose คือ น้ำตาลตามธรรมชาติที่พบในนมและผลิตภัณฑ์จากนม เช่น นมวัว นมแพะ ชีส และโยเกิร์ต หากร่างกายผลิตเอนไซม์แลคเตส (lactase) ไม่เพียงพอ น้ำตาลแลคโตสจะไม่ถูกย่อยและเข้าสู่ลำไส้ใหญ่ เกิดการหมักโดยจุลินทรีย์ ทำให้เกิดก๊าซและกรด ส่งผลให้มีอาการท้องอืด หรือท้องเสีย เรียกว่า ภาวะไม่ทนต่อแลคโตส (lactose Intolerance) ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้บางคนต้องเลือกดื่มนมแลคโตสฟรีแทน เข้าใจโครงสร้างของน้ำตาลแลคโตส น้ำตาลแลคโตสเป็นน้ำตาลโมเลกุลคู่ (disaccharide) เกิดจากการรวมตัวกันของน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว (monosaccharide) สองชนิดคือ น้ำตาลกลูโคส และ น้ำตาลกาแลคโตส โมเลกุลทั้งสองเชื่อมต่อกันด้วยพันธะไกลโคไซด์ (glycosidic bond) เป็นพันธะแบบ β-1,4 ซึ่งเอนไซม์แลคเตสในร่างกายจะทำหน้าที่สลายพันธะ β-1,4 นี้ เพื่อแยกแลคโตสออกเป็นกลูโคสและกาแลคโตส เพื่อให้ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้ แต่ถ้าร่างกายมีเอนไซม์นี้น้อยลงหรือไม่ทำงาน ก็จะทำให้เกิดภาวะไม่สามารถย่อยน้ำตาลแลคโตสได้นั่นเอง ลักษณะของน้ำตาลแลคโตส น้ำตาลแลคโตสบริสุทธิ์จะมีลักษณะเป็นผงผลึกสีขาว ไม่มีกลิ่น มีรสหวาน แต่น้อยกว่าน้ำตาลซูโครส โดยมีความหวานประมาณ 20-50% ของซูโครส ทำให้สามารถนำไปใช้ในปริมาณที่มากขึ้นได้โดยไม่ทำให้ผลิตภัณฑ์หวานเกินไป น้ำตาลแลคโตสสามารถละลายได้ในน้ำ โดยความสามารถในการละลายจะเพิ่มขึ้นตามอุณหภูมิ  3 กลไกของร่างกายในการย่อยน้ำตาลแลคโตส 1. การผลิตเอนไซม์แลคเตส เอนไซม์แลคเตสเป็นโปรตีนที่สร้างขึ้นจากเซลล์ที่ผนังลำไส้เล็กส่วนต้น ปริมาณการผลิตเอนไซม์แลคเตสจะมากที่สุดตั้งแต่แรกเกิด จากนั้นจะค่อย ๆ ลดลงเมื่ออายุมากขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุของภาวะย่อยไม่ย่อยน้ำตาลแลคโตส หรือภาวะไม่ทนต่อแลคโตสในผู้ใหญ่ 2. การสลายพันธะ เมื่ออาหารที่มีน้ำตาลแลคโตสมาถึงลำไส้เล็ก เอนไซม์แลคเตสจะเข้าไปสลายพันธะที่เชื่อมระหว่างน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวสองชนิดคือ กลูโคส และ กาแลคโตส  3. การดูดซึมน้ำตาลแลคโตส เมื่อน้ำตาลแลคโตสถูกสลายเป็นกลูโคสและกาแลคโตสเรียบร้อยแล้ว น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวทั้งสองชนิดนี้จะถูกดูดซึมผ่านผนังลำไส้เล็กเข้าสู่กระแสเลือด เพื่อนำไปใช้เป็นพลังงานต่อไป ประเภทอาหารที่มักพบน้ำตาลแลคโตส ถ้าสงสัยว่าน้ำตาลแลคโตสมีในอะไรบ้าง ตอบได้เลยว่ามักพบน้ำตาลแลคโตสในอาหารและเครื่องดื่มที่มาจากนมและผลิตภัณฑ์นม โดยแหล่งที่พบบ่อย ได้แก่ ประเภทอาหารตัวอย่างอาหารนมสดและนมดิบนมวัว นมแกะ นมแพะผลิตภัณฑ์นมโยเกิร์ต ครีม เนย นมข้นหวาน นมข้นจืดชีสชีสสด (Fresh cheese) เช่น มอสซาเรลลา, ครีมชีส, ริคอตต้าไอศกรีมและของหวานจากนมไอศกรีม พุดดิ้ง มิลค์เชคอาหารสำเร็จรูปบางชนิดซุปกึ่งสำเร็จ, ขนมปัง, บิสกิต, ช็อกโกแลตนม (มักมีผงนมผสม)ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร/ยาวิตามินหรือยาบางชนิดใช้แลคโตสเป็นสารเติมเต็ม (Excipient) แม้บางอาหารจะไม่ได้มีรสนมชัดเจน แต่อาจมีส่วนผสมของนมผงหรือนมในกระบวนการผลิต จึงควรอ่านฉลากโภชนาการก่อนเลือกซื้อ โดยเฉพาะผู้ที่แพ้น้ำตาลแลคโตส ตัวอย่างปริมาณของน้ำตาลแลคโตสในนม และผลิตภัณฑ์จากนม ผลิตภัณฑ์จากนม (250 มล.)ปริมาณน้ำตาลแลคโตส (กรัม)นมข้นหวาน24นมวัว (ขาดมันเนย/พร่องมันเนย/ธรรมดา)12ไอศกรีม12นมแพะ9ครีม8โยเกิร์ต5ชีส1เนยและมาการีนมีน้อยมาก สาเหตุของการแพ้น้ำตาลแลคโตส การแพ้น้ำตาลแลคโตส หรือ ภาวะไม่ทนต่อแลคโตส คือ ภาวะที่ร่างกายไม่สามารถย่อยน้ำตาลแลคโตส ซึ่งเป็นน้ำตาลตามธรรมชาติในนม และผลิตภัณฑ์จากนมได้อย่างสมบูรณ์ สาเหตุหลักเกิดจากการที่ลำไส้เล็กผลิตเอนไซม์แลคเตสไม่เพียงพอ เมื่อน้ำตาลแลคโตสที่ไม่ถูกย่อยเข้าสู่ลำไส้ใหญ่ แบคทีเรียจะทำการหมักจนเกิดก๊าซและกรด ทำให้มีอาการ เช่น ท้องอืด ปวดท้อง ท้องเสีย สาเหตุอื่น ๆ ของการแพ้น้ำตาลแลคโตส เช่น พันธุกรรม, การเปลี่ยนแปลงตามวัย, โรคหรือการบาดเจ็บของลำไส้เล็ก หรือภาวะชั่วคราวหลังป่วย  ผู้แพ้น้ำตาลแลคโตส…
คุณเคยรู้สึกแน่นท้องหรือระบบขับถ่ายรวนโดยไม่ทราบสาเหตุหรือไม่? นี่อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าลำไส้ของคุณกำลังมีปัญหา การดูแลลำไส้ให้แข็งแรงไม่ได้สำคัญแค่เรื่องการย่อยอาหารเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน อารมณ์ การนอนหลับและสุขภาพโดยรวมอย่างลึกซึ้ง บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักกับวิธีดูแลลำไส้ให้แข็งแรงอย่างถูกวิธี พร้อมทั้งแนะนำวิธีฟื้นฟู ลำไส้สำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื้อรัง รวมถึงแชร์วิธีดูแลลำไส้ที่สามารถเริ่มต้นได้ด้วยตัวเอง เพื่อให้คุณสามารถดูแลลำไส้ได้อย่างยั่งยืนจากภายใน ทำไมการดูแลลำไส้จึงสำคัญต่อสุขภาพ? หลายคนอาจไม่เคยรู้ว่า “ลำไส้” เป็นมากกว่าศูนย์กลางของการย่อยอาหาร แต่ยังทำหน้าที่เป็นเหมือน “สมองที่สอง” ของร่างกาย และมีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพโดยรวมทั้งทางร่างกายและจิตใจ ภายในลำไส้ของเราเต็มไปด้วยจุลินทรีย์หลายล้านตัว ทำหน้าที่ช่วยย่อยอาหาร ผลิตสารอาหารและควบคุมระบบภูมิคุ้มกัน Gut health คือ ภาวะที่ลำไส้อยู่ในสภาพที่สมดุล มีจุลินทรีย์ที่ดีอยู่ในปริมาณเหมาะสม ระบบย่อยอาหารและดูดซึมทำงานได้ดีและไม่มีการอักเสบหรือลำไส้รั่ว ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบต่าง ๆ ของร่างกายอย่างเงียบ ๆ โดยเฉพาะระบบภูมิคุ้มกัน สมอง และผิวพรรณ หากลำไส้ของคุณเสียสมดุล จะเริ่มส่งสัญญาณเตือนผ่านอาการต่าง ๆ เช่น ท้องอืด ท้องผูก ท้องเสียบ่อย ๆ  อ่อนเพลีย ไม่สดชื่น ภูมิแพ้ง่าย หรือเจ็บป่วยบ่อย มีปัญหาสิว ผิวหมองคล้ำ อารมณ์แปรปรวน  อาหารคือหัวใจสำคัญของวิธีดูแลลำไส้ให้แข็งแรง สุขภาพลำไส้ที่ดีเริ่มต้นจากสิ่งที่คุณกินทุกวัน เพราะอาหารไม่ได้แค่ช่วยให้คุณอิ่ม แต่ยังมีผลโดยตรงต่อการทำงานของลำไส้ ระบบภูมิคุ้มกันและสมดุลของจุลินทรีย์ในร่างกาย การเลือกอาหารที่เหมาะสมจึงเป็นพื้นฐานสำคัญของการดูแลระบบย่อยอาหาร เป็นจุดเริ่มต้นของวิธีดูแลลำไส้ให้แข็งแรง อาหารที่ช่วยฟื้นฟูและเป็นการดูแลระบบย่อยอาหาร 1.ผักและผลไม้สด เช่น กล้วย อะโวคาโด แอปเปิล บรอกโคลี มีใยอาหารสูง ช่วยกระตุ้นการขับถ่าย เป็นอาหารของจุลินทรีย์ดีในลำไส้ 2.ธัญพืชเต็มเมล็ด เช่น ข้าวโอ๊ต ข้าวกล้อง ควินัว อุดมไปด้วยไฟเบอร์ที่ช่วยให้ลำไส้เคลื่อนไหวเป็นจังหวะ ลดอาการท้องผูก 3.อาหารหมักดองธรรมชาติ เช่น กิมจิ นัตโตะ โยเกิร์ต ให้จุลินทรีย์โปรไบโอติก 4.ไขมันดี เช่น น้ำมันมะกอก อะโวคาโด ถั่ว ช่วยลดการอักเสบในลำไส้ ดูแลระบบย่อยอาหาร 5.น้ำเปล่า การดื่มน้ำวันละ 1.5–2 ลิตร มีส่วนช่วยให้ลำไส้ทำงานได้ราบรื่น ไม่อุดตันหรือท้องผูก อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงเพื่อป้องกันลำไส้เสียสมดุล 1.อาหารแปรรูปและฟาสต์ฟู้ด เช่น ไส้กรอก ขนมกรุบกรอบ มีไขมันทรานส์สูง ไม่มีไฟเบอร์ 2.น้ำตาลและสารให้ความหวานเทียม ทำให้จุลินทรีย์ดีในลำไส้ลดลง ก่อให้เกิดอาการลำไส้แปรปรวน 3.แอลกอฮอล์และคาเฟอีนในปริมาณมาก รบกวนการดูดซึมสารอาหาร ทำให้ลำไส้อักเสบเรื้อรัง บทบาทหน้าที่ของโปรไบโอติกและพรีไบโอติก การมีระบบย่อยอาหารที่ดีไม่ใช่เรื่องของโชค แต่เป็นผลลัพธ์จากความสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ โดยเฉพาะการได้รับ “โปรไบโอติก” และ “พรีไบโอติก” อย่างเพียงพอ ซึ่งเป็นหนึ่งในหัวใจหลักของวิธีดูแลระบบย่อยอาหารให้ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพในระยะยาว โปรไบโอติก (Probiotics) คืออะไร? โปรไบโอติกคือจุลินทรีย์ที่มีชีวิต เมื่อรับประทานในปริมาณที่เหมาะสมจะช่วยเพิ่มจำนวนจุลินทรีย์ดีในลำไส้ ช่วยป้องกันจุลินทรีย์ที่ก่อโรคและส่งเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน หน้าที่ของโปรไบโอติกในการดูแลลำไส้  1.ปรับสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้ 2.ลดอาการท้องผูก ท้องเสีย ลำไส้แปรปรวน 3.ป้องกันการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่เป็นอันตราย 4.เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันผ่านเยื่อบุลำไส้ 5.ช่วยลดการอักเสบในระบบย่อยอาหาร พรีไบโอติก (Prebiotics) คืออะไร? พรีไบโอติกไม่ใช่จุลินทรีย์ แต่เป็น “อาหาร” ของจุลินทรีย์ดีในลำไส้ โดยส่วนมากเป็นใยอาหารชนิดละลายน้ำ ซึ่งเมื่อเข้าสู่ลำไส้จะไม่ถูกย่อย แต่จะถูกจุลินทรีย์ดีนำไปใช้เป็นพลังงาน ช่วยให้เติบโตและทำงานได้ดีขึ้น หน้าที่ของพรีไบโอติกในการดูแลระบบย่อยอาหาร 1.สนับสนุนการเจริญเติบโตของโปรไบโอติก 2.ช่วยผลิตกรดไขมันสายสั้น (SCFA) ลดการอักเสบในลำไส้ 3.ส่งเสริมการดูดซึมแร่ธาตุ เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม 4.ปรับสมดุลค่าความเป็นกรด-ด่างในลำไส้…
ในยุคที่สุขภาพและสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องสำคัญสำหรับคนทั่วโลก โปรตีนจากพืชกลายมาเป็นคำที่ได้ยินบ่อยขึ้นในวงการอาหารและโภชนาการ เนื่องจากหลายคนหันมาสนใจทานโปรตีนจากพืชกันมากขึ้น และเป็นเทรนด์ที่น่าสนใจของสายรักสุขภาพด้วยเหตุผลหลายอย่าง ที่นอกจากจะดีต่อสุขภาพแล้วยังช่วยลดผลกระทบต่อโลกของเราอีกด้วย แต่หลายคนอาจยังไม่รู้ว่าโปรตีนจากพืชคืออะไร ? มีอะไรบ้าง และทำไมถึงดีต่อสุขภาพ รวมทั้งโปรตีนจากพืช มีประโยชน์กับร่างกายเราอย่างไร วันนี้เราจะพาคุณไปรู้จักโปรตีนจากพืชอย่างละเอียด รวมทั้งดูความแตกต่างกันระหว่างโปรตีนจากพืช vs โปรตีนจากสัตว์ เพื่อให้เข้าใจและเลือกผลิตภัณฑ์ได้อย่างมั่นใจมากขึ้น มาทำความรู้จักกันว่า โปรตีนจากพืชคืออะไร โปรตีนจากพืช คือโปรตีนที่ได้จากแหล่งพืชธรรมชาติ เช่น ถั่วเหลือง ถั่วลันเตา ข้าวกล้อง ควินัว เมล็ดเจีย เมล็ดแฟล็กซ์ และธัญพืชต่าง ๆ ซึ่งเป็นส่วนประกอบของอาหารที่ให้สารอาหารโปรตีนครบถ้วนในรูปแบบที่ต่างจากโปรตีนจากสัตว์ เช่น เนื้อสัตว์ นม และไข่ โปรตีนจากพืชจึงเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่แพ้นมวัว หรือผู้ที่เลือกกินแบบมังสวิรัติ (Plant-Based) และต้องการลดการบริโภคเนื้อสัตว์ ในปัจจุบันโปรตีนจากพืชไม่ได้จำกัดแค่ในรูปแบบอาหารแข็งหรือธัญพืชเท่านั้น แต่ยังมีผลิตภัณฑ์โปรตีนจากพืชในรูปแบบเครื่องดื่ม ที่สะดวกและเหมาะกับไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ ซึ่ง Butterfly Organic มีผลิตภัณฑ์นมจากพืชและโยเกิร์ตออร์แกนิค ที่ทำจากวัตถุดิบออร์แกนิคแท้ 100% และได้รับการรับรองมาตรฐานระดับสากลอย่าง USDA อีกด้วย ส่องประโยชน์ของโปรตีนจากพืชกัน มีอะไรบ้าง โปรตีนจากพืชมีข้อดีหลายประการที่ทำให้ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในกลุ่มคนรักสุขภาพ และคนที่ต้องการดูแลร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพ 1. เหมาะกับผู้แพ้นมวัวหรือแพ้แลคโตส หนึ่งในข้อดีของโปรตีนจากพืชอย่างแรกที่ทำให้หลายคนสนใจ นั่นก็คือ เหมาะกับผู้ที่แพ้นมวัว หรือมีปัญหาการย่อยแลคโตส เพราะผลิตภัณฑ์จากพืชจะไม่มีส่วนประกอบของแลคโตสและฮอร์โมนจากนมวัว ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของอาการไม่สบายท้อง เช่น ท้องอืด ท้องเสีย หรือแพ้ผิวหนัง การเลือกโปรตีนจากพืชจึงช่วยลดปัญหาเหล่านี้ได้ 2. ช่วยควบคุมระดับไขมันในเลือด โปรตีนจากพืชมักจะมีไขมันไม่อิ่มตัวและไม่มีคอเลสเตอรอล ซึ่งต่างจากโปรตีนจากสัตว์บางชนิดที่มีไขมันอิ่มตัวสูง ทำให้โปรตีนจากพืชช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและควบคุมระดับไขมันในเลือดได้ดี นอกจากนี้ ใยอาหารในพืชยังช่วยลดการดูดซึมไขมันและคอเลสเตอรอลในลำไส้ ทำให้การกินโปรตีนจากพืชจะได้รับประโยชน์ด้านการดูแลหัวใจให้แข็งแรง และระบบหลอดเลือดที่ดีตามมา 3. ย่อยง่าย เหมาะกับระบบลำไส้ โปรตีนจากพืชมักจะมาพร้อมใยอาหารที่ช่วยกระตุ้นระบบขับถ่ายและส่งเสริมสุขภาพลำไส้ ใยอาหารช่วยให้แบคทีเรียที่ดีในลำไส้เจริญเติบโต ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น ร่างกายจึงดูดซึมสารอาหารได้อย่างเต็มที่ และลดปัญหาท้องผูกหรืออาการผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร 4. เหมาะกับชาวทานมังสวิรัติหรือ Plant-Based โปรตีนจากพืชเป็นหัวใจสำคัญของไลฟ์สไตล์คนที่ทานมังสวิรัติและ Plant-Based ซึ่งเป็นเทรนด์สุขภาพที่คนทั่วโลกให้ความสนใจ เพราะการทานโปรตีนจากพืชช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน โดยไม่ต้องพึ่งพาเนื้อสัตว์ การเลือกโปรตีนจากพืชจึงเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับคนที่อยากลดการบริโภคผลิตภัณฑ์จากสัตว์ หรือผู้ที่ต้องมีไลฟ์สไตล์สนับสนุนความยั่งยืน 5. ดีต่อสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยคาร์บอน เรื่องที่หลายอาจยังไม่รู้ การผลิตโปรตีนจากพืชใช้ทรัพยากรน้ำ และที่ดินน้อยกว่าการผลิตเนื้อสัตว์ นอกจากนี้ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการเลี้ยงสัตว์ยังสูงกว่าการผลิตพืชอย่างมาก การเลือกบริโภคโปรตีนจากพืชจึงช่วยลดการปล่อยคาร์บอนและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ช่วยให้โลกของเรายั่งยืนในระยะยาว แหล่งโปรตีนจากพืชยอดนิยมที่มาในรูปแบบเครื่องดื่ม เรามาลองสำรวจกันวันว่า ถ้าอยากทานโปรตีนจากพืช เราจะหาได้จากที่ไหนบ้าง โดยเฉพาะในแหล่งที่ได้รับความนิยมและพบได้บ่อยในอาหารและเครื่องดื่มต่าง ๆ ถั่วเหลือง เป็นแหล่งโปรตีนที่ครบถ้วน รวมทั้งมีกรดอะมิโนจำเป็นครบทั้ง 9 ชนิด ถั่วลันเตา มีคุณสมบัติย่อยง่าย และมีกรดอะมิโนที่ร่างกายต้องการ ควินัว ธัญพืชที่มีโปรตีนสูง และยังอุดมไปด้วยใยอาหารและวิตามิน เมล็ดเจีย มีโปรตีนและโอเมก้า-3 สูง เมล็ดแฟล็กซ์ ดีสำหรับระบบย่อยและเสริมใยอาหาร ข้าวกล้อง ให้โปรตีนและคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ช่วยให้อิ่มนาน ถั่วต่าง ๆ ที่เป็นแหล่งโปรตีนและไฟเบอร์ที่ดีมาก โปรตีนจากพืชเหมาะกับใคร ? หลายคนอาจสงสัยว่าโปรตีนจากพืชเหมาะกับกลุ่มใดบ้าง ? ความจริงแล้วโปรตีนจากพืชเหมาะกับคนทุกกลุ่ม ไม่ใช่แค่คนทานมังสวิรัติหรือแพ้นมวัวเท่านั้น แต่ยังตอบโจทย์คนรักสุขภาพในหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็น ผู้แพ้นมวัวและแพ้แลคโตส เพราะโปรตีนจากพืชไม่มีแลคโตสและไม่มีโปรตีนจากนมวัว ผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก ด้วยคุณสมบัติที่มีไฟเบอร์สูง ให้ความอิ่มนาน และมีไขมันอิ่มตัวต่ำ จึงช่วยในการควบคุมแคลอรี และความหิวระหว่างวันได้ นักกีฬาและผู้ที่ออกกำลังกาย โปรตีนจากพืชบางชนิด…
ทุกวันนี้ผลิตภัณฑ์จากนมอยู่รอบตัวเรามากกว่าที่คิด ตั้งแต่แก้วกาแฟยามเช้า ขนมหวานมื้อบ่าย ไปจนถึงซุปครีมในมื้อเย็น แต่สำหรับบางคนการดื่มนมหรือรับประทานผลิตภัณฑ์นมกลับนำมาซึ่งปัญหาไม่พึงประสงค์อย่างท้องอืดปวดท้อง หรือแม้แต่ท้องเสีย เพราะพวกเขากำลังเผชิญกับสิ่งที่เรียกว่าภาวะแพ้แลคโตส (Lactose Intolerance) แม้จะไม่ใช่โรคร้ายแรง แต่การแพ้แลคโตสก็ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างมาก เราจึงควรรู้จักเข้าใจสาเหตุ อาการ และวิธีดูแลตัวเองอย่างถูกต้อง เพื่อให้เลือกผลิตภัณฑ์นมที่เหมาะสมได้ด้วย เช่น นมพืช นมออร์แกนิค หรือโยเกิร์ตออร์แกนิกที่ผ่านกระบวนการย่อยแลคโตสตามธรรมชาติ สำหรับบทความนี้ จะพาทุกคนไปรู้จักกับภาวะแพ้แลคโตสอย่างละเอียด ตั้งแต่สาเหตุ อาการ การรักษา ไปจนถึงสิ่งที่ควรกิน และหลีกเลี่ยง พร้อมตอบคำถามยอดฮิต เช่น แพ้แลคโตส ห้ามกินอะไร ? แพ้แลคโตส กินยาอะไร ? แพ้แลคโตส กินอะไรได้บ้าง ? แลคโตสคืออะไร พบได้ในอะไรบ้าง?  แม้หลายคนจะรู้จักแลคโตสในฐานะน้ำตาลในนม แต่ในชีวิตประจำวันจริง ๆ แลคโตสไม่ได้มีแค่ในแก้วนมเพียงอย่างเดียว เราสามารถพบแลคโตสแฝงอยู่ในอาหารและผลิตภัณฑ์หลากหลายชนิด โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอาหารที่มักใช้ผลิตภัณฑ์จากนมหรือแลคโตสเป็นส่วนประกอบในการเพิ่มเนื้อสัมผัส กลิ่น รสชาติ และความคงตัวของอาหาร และยังพบแลคโตสได้ในหลากหลายอาหารไม่ว่าจะเป็น นมวัวและผลิตภัณฑ์จากนม เช่น นมสด นมพร่องมันเนย เนย ครีม ไอศกรีม โยเกิร์ต ชีสบางชนิด ขนมหวานและเบเกอรี่ เช่น เค้ก คุกกี้ ช็อกโกแลต ขนมปังบางชนิด พุดดิ้ง คัสตาร์ด อาหารสำเร็จรูปและของแปรรูป เช่น ซุปกึ่งสำเร็จรูป ซอสปรุงรส ไส้กรอก แฮม มายองเนสบางสูตร ยาและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบางชนิด ยาหลายตัวใช้แลคโตสเป็นสารเติมแต่ง (Excipient) ในเม็ดยา อาหารเสริมโปรตีน เช่น เวย์โปรตีนที่ไม่ได้แยกแลคโตสออก (Whey concentrate) ทำไมต้องรู้แหล่งที่มาของแลคโตส ? เนื่องจากหลายครั้งผู้ที่มีภาวะแพ้แลคโตสมักเข้าใจผิดว่าหลีกเลี่ยงนมอย่างเดียวก็เพียงพอ แต่ก็ยังเกิดคำถามว่าแพ้แลคโตส อันตรายไหม ทั้งที่จริงแล้วแลคโตสสามารถแฝงมาในอาหารทั่วไปได้โดยไม่รู้ตัว การอ่านฉลากโภชนาการและส่วนประกอบจึงเป็นเรื่องสำคัญ รวมถึงควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีคำว่า “Lactose-Free” หรือ “ปราศจากแลคโตส” อย่างชัดเจน ประเภทของอาการแพ้แลคโตส จริง ๆ แล้วภาวะแพ้แลคโตส ไม่ได้หมายถึง การแพ้ในความหมายของอาการภูมิแพ้ (Allergy) แต่เป็นความผิดปกติในการย่อยน้ำตาลแลคโตส เพราะร่างกายขาดเอนไซม์แลคเตส (Lactase) ซึ่งทำหน้าที่ย่อยแลคโตสในลำไส้เล็ก เมื่อแลคโตสไม่ได้ถูกย่อยจึงเกิดอาการไม่สบายท้องตามมา โดยแบ่งประเภทของภาวะนี้ออกเป็น 3 แบบหลัก ๆ ดังนี้ 1. Primary Lactose Intolerance หรือภาวะแพ้แลคโตสโดยธรรมชาติ พบได้บ่อยที่สุดในผู้ใหญ่ โดยเฉพาะในกลุ่มคนเอเชีย รวมถึงคนไทย ซึ่งเกิดจากการที่เอนไซม์แลคเตสลดลงเองตามอายุหลังหย่านมแม่ ทำให้ความสามารถในการย่อยแลคโตสลดลงไปเรื่อย ๆ 2. Secondary Lactose Intolerance หรือภาวะแพ้แลคโตสจากสาเหตุอื่น  ซึ่งเกิดจากการเจ็บป่วยหรือมีภาวะที่กระทบต่อเยื่อบุลำไส้เล็ก เช่น ลำไส้อักเสบ การติดเชื้อไวรัสบางชนิด และภาวะลำไส้เล็กเสียหาย หลังจากรักษาโรคต้นเหตุจนลำไส้ฟื้นตัว อาการแพ้แลคโตสมักจะดีขึ้นหรือหายไป 3. Congenital Lactase Deficiency หรือภาวะขาดเอนไซม์แลคเตสตั้งแต่กำเนิด  เป็นภาวะหายากที่เกิดขึ้นตั้งแต่แรกเกิด เนื่องจากร่างกายไม่สามารถผลิตเอนไซม์แลคเตสได้เลย ทำให้เด็กมีอาการตั้งแต่เริ่มรับนมแม่ ต้องได้รับการดูแลทางโภชนาการเฉพาะอย่างใกล้ชิด 4. Developmental Lactase Deficiency หรือภาวะขาดเอนไซม์แลคเตสในทารกคลอดก่อนกำหนด ระบบย่อยยังเจริญไม่เต็มที่ อาจผลิตเอนไซม์แลคเตสได้ไม่พอในช่วงแรก…
GMP คือ มาตรฐานที่โรงงานผลิตอาหารต้องปฏิบัติตาม เพื่อสร้างความมั่นใจว่าสินค้าปลอดภัย ถูกสุขลักษณะ และมีคุณภาพสม่ำเสมอในทุกกระบวนการผลิต GMP ย่อมาจาก Good Manufacturing Practice หรือ หลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิตอาหาร ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของระบบความปลอดภัยด้านอาหารในระดับสากล บทความนี้ได้รวบรวมเนื้อหาเกี่ยวกับ GMP คืออะไร ทำไมจึงสำคัญกับโรงงานผลิตอาหาร และ GMP แตกต่างจากระบบ HACCP อย่างไร มาตรฐาน GMP คืออะไร? ทำไมโรงงานผลิตอาหารควรมี GMP คือ หลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิตอาหาร ( GMP ย่อมาจาก Good Manufacturing Practice) เป็นข้อกำหนดพื้นฐานที่โรงงานผลิตอาหารต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าที่ออกสู่ตลาดมีความปลอดภัย สะอาด และได้มาตรฐานในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบ การผลิต การบรรจุ การจัดเก็บ ไปจนถึงการขนส่งถึงมือผู้บริโภคอย่างถูกสุขลักษณะ การมี GMP ช่วยลดความเสี่ยงจากการปนเปื้อน สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค และเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับสู่มาตรฐานสากล เช่น HACCP หรือ ISO GMP มีอะไรบ้าง ตามมาตรฐานจะประกอบไปด้วยข้อกำหนดเกี่ยวกับสถานที่และอาคารผลิตที่ต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม อุปกรณ์ที่ใช้ต้องปลอดภัย ทำความสะอาดได้ง่าย ขั้นตอนการผลิตต้องควบคุมได้ พนักงานต้องมีสุขลักษณะที่ดี รวมถึงมีระบบการจัดเก็บสินค้าและวัตถุดิบอย่างเหมาะสม พร้อมบันทึกข้อมูลต่าง ๆ อย่างละเอียดถูกต้องครบถ้วน มาตรฐานนี้มีบทบาทสำคัญในการรับรองว่าผลิตภัณฑ์อาหารที่ผลิตให้มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค และเป็นที่ยอมรับในระดับสากล GMP มาตรฐานการผลิต มีกี่ประเภท? หากพูดถึง GMP อาจเข้าใจว่าเป็นเพียงแนวทางเดียวในการควบคุมคุณภาพการผลิตอาหาร แต่ในความเป็นจริงแล้ว GMP มีกี่ประเภทขึ้นอยู่กับระดับความเข้มงวดและขอบเขตของการควบคุม ในทางปฏิบัติสามารถแบ่ง GMP อาหารได้เป็น 2 ประเภทหลักคือ GMP สุขลักษณะทั่วไป และ GMP เฉพาะผลิตภัณฑ์ โดยแต่ละประเภทมีจุดประสงค์และลักษณะการใช้งานที่แตกต่างกันตามลักษณะของโรงงานหรือผลิตภัณฑ์ 1. GMP สุขลักษณะทั่วไป (General GMP) General GMP หรือ GMP สุขลักษณะทั่วไป เป็นหลักเกณฑ์พื้นฐานที่โรงงานผลิตอาหารทุกแห่งต้องปฏิบัติตาม ครอบคลุมตั้งแต่เรื่องสุขลักษณะของด้านสถานที่ ด้านบุคลากร ด้านอุปกรณ์ รวมถึงขั้นตอนการผลิตทั่วไป โดยไม่ได้ควบคุมในรายละเอียดเฉพาะของสินค้า เหมาะสำหรับนำมาใช้เป็นพื้นฐานของระบบความปลอดภัยของอาหารก่อนพัฒนาไปสู่มาตรฐานการผลิตระดับสากล HACCP หรือ ISO 2. GMP เฉพาะผลิตภัณฑ์ (Specific GMP) GMP เฉพาะผลิตภัณฑ์ Specific GMP เป็นกฎเกณฑ์เพิ่มเติมจาก GMP ทั่วไปที่ต้องปฏิบัติ โดยจะเจาะจงไปถึงลักษณะเฉพาะของผลิตภัณฑ์แต่ละชนิด เช่น นม อาหารกระป๋อง นมผง อาหารแช่แข็ง โยเกิร์ต หรือผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งต้องเน้นการควบคุมเฉพาะทางเพิ่มเติมมากกว่าสุขลักษณะทั่วไป เพื่อให้มั่นใจว่าทุกกระบวนการผลิตปลอดภัยและเหมาะสมกับประเภทอาหาร หลักการสำคัญของ GMP มีอะไรบ้าง? กระบวนการผลิตอาหารที่ปลอดภัยและมีคุณภาพไม่ได้ขึ้นอยู่กับสูตรหรือวัตถุดิบ แต่ยังต้องอาศัยระบบควบคุมต่าง ๆ ที่ดีตลอดทั้งกระบวนการ หนึ่งระบบสำคัญที่ทั่วโลกยอมรับด้านการผลิตอาหารก็คือ GMP หรือ Good Manufacturing Practice ในประเทศไทย หน่วยงานอย่างกระทรวงสาธารณสุขและสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้นำหลักการ GMP Thailand…
พุดดิ้งเป็นของหวานคลาสสิกที่ใครๆ ก็หลงรัก ด้วยสูตรพุดดิ้งแบบใหม่ๆ จะช่วยเสริมให้เนื้อสัมผัสมีความเนียนนุ่มมากขึ้น หอมกลิ่นนม มีรสชาติที่หวานละมุน เหมาะสำหรับทานเล่นหลังมื้ออาหารหรือเป็นขนมเย็นๆ ชื่นใจในวันร้อนๆ ที่ดีไปกว่านั้นคือ พุดดิ้งมีหลายแบบให้เลือกตามความชอบ ไม่ว่าจะเป็น พุดดิ้งนมรสวานิลลา ที่ให้กลิ่นหอมกลมกล่อม พุดดิ้งช็อกโกแลต ที่เข้มข้นถึงใจ หรือ พุดดิ้งสตรอเบอร์รี่ ที่หวานอมเปรี้ยว ให้ความรู้สึกสดชื่น วันนี้เราจะพาคุณไปรู้จักกับ วิธีทําพุดดิ้งแบบต่างๆ ซึ่งเป็นวิธีทําพุดดิ้ง ง่ายๆ ด้วยส่วนผสมแค่ไม่กี่อย่าง แถมยังปรับเปลี่ยนรสชาติได้ตามใจชอบ เลือกใช้ได้ทั้งแป้งข้าวโพดหรือเจลาติน เพื่อให้ได้เนื้อพุดดิ้งที่แตกต่างกัน พร้อมทั้งยังมีเคล็ดลับดีๆ มาฝากเพื่อให้พุดดิ้งของคุณออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด แนะนำ 5 สูตรพุดดิ้งที่กำลังมาแรงขายดี 1. พุดดิ้งนมสด (แบบง่าย) สูตรพุดดิ้งนมสดแบบง่ายๆ ที่ใช้วัตถุดิบน้อยแบบแรกนั้นเป็นวิธีทำพุดดิ้งนมสดธรรมดาที่รสชาติหอมหวานนุ่มละมุน ทานง่าย เหมาะสำหรับเป็นของหวานเบา ๆ หลังมื้ออาหาร ส่วนผสมพุดดิ้ง นมสด 500 มล. ไข่แดง 3 ฟอง น้ำตาลทราย 80 กรัม (ปรับได้ตามชอบ) กลิ่นวานิลลา 1 ช้อนชา แป้งข้าวโพด (คอร์นสตาร์ช) 2 ช้อนโต๊ะ วิธีทำ ตีไข่แดงกับน้ำตาลและแป้งข้าวโพดจนเข้ากัน ต้มนมพออุ่น (ไม่ต้องให้เดือด) แล้วค่อยๆ เทลงในส่วนผสมไข่ คนให้เข้ากัน นำกลับไปตั้งไฟอ่อน คนจนส่วนผสมข้นขึ้น ยกลงจากไฟ เติมกลิ่นวานิลลา คนให้เข้ากัน เทใส่ถ้วยหรือพิมพ์ ทิ้งให้เย็น แล้วนำไปแช่ตู้เย็นอย่างน้อย 2 ชั่วโมง 2.  สูตรพุดดิ้งโยเกิร์ต (Yogurt Pudding) วิธีการทำพุดดิ้งโยเกิร์ต ก็เป็นอีกเป็นเมนูของหวานที่ทำง่าย ได้สุขภาพดี ให้ความรู้สึกสดชื่น เหมาะสำหรับคนที่ชอบรสเปรี้ยวละมุนจากโยเกิร์ต ผสมความหนึบนุ่มของพุดดิ้ง โดยสูตรพุดดิ้งโยเกิร์ตแบบง่ายก็มีดังนี้ ส่วนผสมพุดดิ้ง โยเกิร์ตรสธรรมชาติ (หรือรสที่ชอบ) 1 ถ้วย (ประมาณ 200 มล.) นมสด 1/2 ถ้วย น้ำตาลทราย 2-3 ช้อนโต๊ะ (ปรับตามชอบ) ผงเจลาติน 1 ช้อนชา (หรือแผ่นเจลาติน 2 แผ่น) น้ำเปล่า 2 ช้อนโต๊ะ (สำหรับละลายเจลาติน) ผลไม้สด เช่น สตรอว์เบอร์รี บลูเบอร์รี กีวี หรือมะม่วง สำหรับตกแต่ง วิธีทำ 1. เตรียมเจลาติน แช่ผงเจลาตินในน้ำเปล่า 2 ช้อนโต๊ะ ทิ้งไว้ประมาณ 5-10 นาทีให้พองตัว (ถ้าใช้แผ่น ให้แช่น้ำเย็นจนพองแล้วบีบน้ำออก) 2. อุ่นนม นำนมสดใส่น้ำตาลลงหม้อ ต้มด้วยไฟอ่อนจนร้อน (ไม่ต้องเดือด) คนให้น้ำตาลละลายหมด 3. ละลายเจลาติน ใส่เจลาตินที่แช่ไว้ลงในหม้อนมร้อน คนจนละลายหมด ยกออกจากเตา แล้วพักให้อุ่น 4. ผสมโยเกิร์ต เทโยเกิร์ตลงในส่วนผสมนมที่เย็นลงเล็กน้อย แล้วคนให้เข้ากัน 5. เทใส่ภาชนะ เทส่วนผสมลงในถ้วยหรือพิมพ์พุดดิ้ง แล้วนำเข้าตู้เย็นอย่างน้อย…
ซาโฮร คือการกินอาหารก่อนพระอาทิตย์ขึ้นที่ชาวมุสลิมจะทำกันในช่วงถือศีลอด เมื่อเวลาในการกินอาหารมีจำกัด สามารถกินได้แค่ 2 มื้อในช่วงกลางคืนเท่านั้น ข้าวซาโฮร จึงต้องเป็นอาหารที่ให้พลังงานสูง แล้วการกินซาโฮรต้องทำยังไง ถือศีลอด กินอะไรได้บ้าง รวมถึงเวลากินข้าวซาโฮรคือเวลาไหน วันนี้เราจะมาหาคำตอบกัน ซาโฮร คืออะไร เกี่ยวข้องกับการถือศีลอดอย่างไร คำจำกัดความอย่างง่ายของ ซาโฮร คือ อาหารที่กินในช่วงถือศีลอด โดยหลักแล้วจะต้องงดกินอาหารและเครื่องดื่มในเวลากลางวัน การกินอาหารจึงถูกจำกัดเหลือมื้อหลักๆ แค่ 1-2 มื้อในช่วงเวลากลางคืน ดังนั้นซาโฮร คืออาหารที่ต้องกินในช่วงก่อนพระอาทิตย์จะขึ้นเพื่อให้ร่างกายได้รับพลังงานไปใช้ตลอดทั้งวัน รวมถึงซาโฮรก็ต้องเป็นอาหารที่มีประโยชน์ มีสารอาหารที่จำเป็น โดยทั่วไปแล้วจะเป็นอาหารจำพวกผัก ผลไม้ ธัญพืชที่ไม่ขัดสี โปรตีนที่มีไขมันต่ำ เช่น  ไข่ น้ำเต้าหู้ หรือเนื้อสัตว์แบบไม่ติดหนังหรือมัน ส่วนการถือศีลอดตามความหมายของศาสนาของอิสลามก็คือการงดเว้นการกิน ดื่ม เสพ  ร่วมประเวณี และการกระทำอื่นที่ขัดต่อหลักคุณธรรม โดยจะห้ามทำตลอดช่วงเวลาตั้งแต่แสงรุ่งอรุณขึ้นไปจนถึงเวลาที่ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ดังนั้นซาโฮรคือมื้ออาหารสำคัญที่จะต้องกินแบบมีคุณภาพเพื่อร่างกายไม่ขาดน้ำและพลังงานในการทำกิจกรรมต่างๆ และการถือศีลอดยังนับว่าเป็นการชำระล้างทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ทางด้านร่างกายคือการนำพลังงานส่วนเกินในร่างกายออกมาใช้ ส่วนทางด้านจิตใจคือการระงับความอยากที่เกินตัว จะต้องใช้จิตใจที่แน่วแน่เพื่อให้ผ่านช่วงกลางวันของทุกวันไปให้ได้ วิธีการกินซาโฮรต้องทำอย่างไรบ้าง? วิธีการกินซาโฮรนอกจากจะต้องดูว่าถือศีลอดกินอะไรได้บ้าง และ ถือศีลอดกินข้าวตอนไหนได้บ้าง แม้จะไม่มีข้อกำหนดเรื่องอาหารที่ชัดเจนแต่โดยทั่วไปแล้วจะต้องเลือกอาหารที่มีประโยชน์ มีสารอาหารครบถ้วน อิ่มท้องได้นาน และต้องดื่มน้ำให้เพียงพอเพื่อลดอาการขาดน้ำในช่วงเวลากลางวันด้วย แนวทางในการกินซาโฮรจะมีดังนี้ 1. กินอาหารให้ครบ 5 หมู่  เพื่อให้ได้รับสารอาหารเพียงพอในช่วงถือศีลอดและเสริมสร้างสุขภาพให้แข็งแรง ป้องกันการเจ็บป่วยหรือเกิดโรคต่างๆ ด้วย 2. กินธัญพืชที่ไม่ขัดสี   เช่น ข้าวซ้อมมือ ข้าวกล้อง ข้าวไรซ์เบอร์รี่ หรือพวกขนมปังโฮลวีท เพราะมีใยอาหารสูง อิ่มท้องนาน ระดับน้ำตาลในเลือดจะไม่สูงเพราะธัญพืชที่ไม่ขัดสีจะช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือด 3. ทานโปรตีนคุณภาพดี เช่น ไข่ นมโค นมถั่วเหลือง น้ำเต้าหู้ หรือเนื้อสัตว์ไขมันต่ำอย่างอกไก่หรือปลา เพื่อรักษา มวลกล้ามเนื้อเอาไว้ 4. ไม่ทานอาหารไขมันสูง เพื่อให้ร่างกายนำไขมันส่วนเกินที่สะสมอยู่ในร่างกายมาใช้เป็นพลังงาน อาหารไขมันสูงอาหารที่ควรเลี่ยงก็จะเป็นพวกเนื้อสัตว์ติดหนังหรือมัน อาหารใช้เนยหรือมาการีน อาหารทอด แกงที่มีกะทิ ในการปรุงอาหารควรใช้วิธีต้ม ตุ๋น นึ่ง ย่าง อบ ยำ หรือผัดด้วยน้ำมันน้อยๆ แทน 5. ไม่ทานอาหารเค็มจัด พยายามหลีกเลี่ยงซาโฮรที่มีรสเค็มจัดหรือมีโซเดียมสูง เช่น อาหารแปรรูป ขนมขบเคี้ยว เพราะจะทำให้รู้สึกกระหายน้ำในช่วงกลางวันได้ง่ายขึ้น รวมถึงจะต้องดื่มน้ำเปล่าให้เพียง พอในช่วงกลางคืนด้วยเพื่อป้องกันการขาดน้ำระหว่างวัน 6. ไม่ทานเยอะเกินไป การกินข้าวซาโฮรควรกินให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ไม่กินเยอะจนเกินไปเพราะจะทำให้เกิดอาการจุกเสียดหรือปวดท้อง ควรกินอาหารช้าๆ เคี้ยวให้ละเอียด และไม่ควรนอนทันทีหลังจากกินเสร็จเพื่อป้องกันอาการกรดไหลย้อน 7. งดเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน ไม่ว่าจะเป็นชา กาแฟ น้ำอัดลม เพราะจะทำให้กระหายน้ำระหว่างวันได้ง่าย มีผลในการขับน้ำออกจากร่างกาย และจะทำให้ปัสสาวะบ่อยด้วย ควรเลือกดื่มน้ำเปล่าจะดีที่สุด ช่วงเวลากินข้าวซาโฮรมีตอนไหนบ้าง? ส่วนใครที่กำลังสงสัยว่าจะต้องกินซาโฮร กี่โมงหรือตามหลักแล้วสามารถกินข้าวบวชได้ถึงกี่โมง โดยทั่วไปแล้วการถือศีลอดจะไม่นำสิ่งใดเข้าไปในปากหรือจมูกโดยเจตนาเฉพาะเวลากลางวันเท่านั้น ดังนั้นจึงไม่มีเวลากินข้าวถือศีลอดที่ชัดเจน ซาโฮรหมดเวลาไหนก็ไม่ชัดเจน ขึ้นอยู่กับเวลาที่พระอาทิตย์ขึ้นและตกในแต่ละพื้นที่ แต่ส่วนใหญ่แล้วมักเลือกกินเวลาประมาณหัวรุ่งเช้าหรือเวลาประมาณตี 3 เพื่อไม่ให้เกิดหิวหรือกระหายในช่วงกลางวัน และจะต้องเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ อิ่มท้องได้นาน ดื่มน้ำให้เพียงพอเพื่อป้องกันการขาดน้ำเท่านี้ก็ไม่มีปัญหาในการกินซาโฮรแล้ว และนี่คือคำตอบที่หลายคนสงสัยว่าถือศีลอดกินข้าวตอน ไหนจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักการกินที่ถูกวิธี กินซาโฮรยังไงให้อร่อยและได้ประโยชน์ เมื่อรู้กันไปแล้วว่าถือศีลอดกินข้าวตอนไหนจึงจะถูกต้องตามหลัก และในช่วงการ ถือศีลอดกินอะไรได้บ้าง ใครที่อยากได้ตัวช่วยดีๆ ในการกินซาโฮร วันนี้เราก็มีโยเกิร์ตพร้อมดื่มผสมลูกฟิกและอินทผาลัมตรา Butterfly มาแนะนำกัน ในคัมภีร์อัลกุรอานเคยบันทึกเอาไว้ว่าอินทผาลัมใช้แทนการดื่มน้ำได้ และยังเป็นผลไม้ที่ให้พลังงาน กินแล้วอยู่ท้อง ลดอาการอ่อนเพลียในช่วงอดอาหารได้ดี…
7 อาหารสุขภาพ อร่อย ทำง่าย ยาเพิ่มอายุวัฒนะได้ในทุกวัน อาหารสุขภาพหรืออาหาร Healthy นับว่าเป็นกระแสที่มาแรงต่อเนื่องหลายปีและยังไม่มีทีท่าว่าจะหายไป เพราะผู้คนในปัจจุบันเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาสุขภาพมากขึ้น อาหารรักสุขภาพจึงถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อให้ผู้คนสายเฮลตี้ทานแล้วได้ทั้งสุขภาพดี และยังได้รับความอร่อยไปพร้อมกัน แค่เราใส่ใจในการเลือกอาหารมากขึ้นก็จะได้สุขภาพที่ดีขึ้นกลับไปง่ายๆ แล้วอาหาร Healthy food มีอะไรบ้าง แต่ละเมนูจะน่าสนใจแค่ไหน วันนี้เราลองมาดูกัน อาหารสุขภาพคืออะไร แตกต่างจากอาหารทั่วไปยังไง อาหารสุขภาพหรือ Healthy food หมายถึงอาหารที่ทานในปริมาณเหมาะสมแล้วจะช่วยให้สุขภาพแข็งแรง ช่วยในการป้องกันโรคหรือเยียวยารักษาได้ โดยทั่วไปแล้วของกินเพื่อสุขภาพก็จะเป็นพวกอาหารมีประโยชน์ เช่น ผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี หรือปลา ซึ่งเป็นแหล่งโปรตีนและแร่ธาตุต่างๆ แต่การกินอาหารที่มีประโยชน์ก็จะต้องควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาพด้วยวิธีอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมที่ช่วยเผาผลาญพลังงานส่วนเกินเพื่อให้ได้ร่างกายที่แข็งแรง ลดความเสี่ยงในการเกิดโรค อย่างที่มักจะเห็นกันว่าคนที่กินอาหาร Healthy ก็จะเป็นคนที่ออกกำลังกายกันอย่างสม่ำเสมอนั่นเอง แนะนำ 7 เมนูอาหารเพื่อสุขภาพที่ทำกินเองได้ง่ายๆ ที่บ้าน เมื่อพูดถึงอาหารสุขภาพ หลายคนอาจเข้าใจว่าต้องเป็นอาหารราคาแพง มีขั้นตอนการทำที่ยุ่งยาก แต่ความเป็นจริงแล้วเมนูสุขภาพสามารถปรุงได้จากวัตถุดิบราคาถูก รสชาติอร่อย และยังทำได้ง่าย บางเมนูก็เป็นอาหารที่ทานกันเป็นประจำอยู่แล้ว และเมนูอาหารสุขภาพ มีอะไรบ้าง สำหรับเมนูที่เราจะมาแนะนำกันก็มี 7 เมนูดังนี้ 1. โยเกิร์ตโรยกราโนล่า แน่นอนเลยว่าทั้งโยเกิร์ตและกราโนล่าถือว่าเป็นอาหารที่มีประโยชน์และยังได้รับความนิยมสูงในปัจจุบัน ได้รสสัมผัสเนียนนุ่มจากโยเกิร์ตและยังผสมผสานความกรุบกรอบของกราโนล่าทำให้ทานได้อร่อย ในด้านประโยชน์ก็ช่วยทั้งการปรับสมดุลร่างกาย ช่วยระบบขับถ่าย ป้องกันท้องผูก เหมาะเป็นอาหารมื้อเช้าหรือมื้อระหว่างวันสำหรับผู้ที่ต้องการคุมน้ำหนักมากที่สุด 2. เยลลี่นมสดใส่ผลไม้ อีกหนึ่งเมนูเพื่อสุขภาพที่ได้ทั้งความอร่อยและยังได้ความสดชื่นก็คือเยลลี่นมสด แค่นำเจลาตินหรือผงวุ้นมาแช่น้ำเย็นจนพองตัวแล้วพักไว้ จากนั้นก็อุ่นนมสดให้ร้อนแล้วผสมกับเจลาตินให้เข้ากัน ตักใส่ถ้วยพร้อมโรยผลไม้สดหั่นชิ้นพอดีคำลงไป สำหรับผลไม้ก็เลือกได้ตามใจชอบ แนะนำเป็นแก้วมังกร กีวี่ มะละกอ หรือสตรอเบอรี่ก็จะช่วยเพิ่มความสดชื่นได้เป็นอย่างดี รวมถึงยังสามารถเพิ่มโยเกิร์ตเข้าไปเสริมรสชาติและเนื้อสัมผัสได้ มีทั้งประโยชน์และความอร่อย ควบคุมระดับน้ำตาลเองได้ด้วย 3. ปลาซาบะย่างเกลือ ปลาซาบะย่างเกลือเป็นอีกหนึ่งเมนูเพื่อสุขภาพที่อร่อยและทำง่าย ได้ประโยชน์ที่หลากหลาย วัตถุดิบที่ต้องใช้ก็มีแค่เนื้อปลาซาบะ นำมาย่างด้วยไฟกลางเพื่อไม่ให้ DHA สลายเมื่อโดนความร้อน ประโยชน์ก็มีหลายอย่างทั้งเป็นแหล่งโปรตีน กระตุ้นการเผาผลาญพลังงาน มี DHA ที่เป็นประโยชน์ต่อสมองและระบบไหลเวียนเลือด มีวิตามินหลายชนิด ช่วยรักษาสมดุลแคลเซียมในร่างกายได้อีกด้วย 4. โจ๊กข้าวโอ๊ต โจ๊กข้าวโอ๊ตเป็นอีกหนึ่งเมนูสุขภาพที่ทำง่ายและได้ประโยชน์ เพราะข้าวโอ๊ตมีแมกนีเซียมสูง แคลอรี่ต่ำ ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดี ทานแล้วอยู่ท้อง แค่เปลี่ยนจากข้าวธรรมดามาเป็นข้าวโอ๊ตก็ได้โปรตีนเพิ่มขึ้นและยังมีแร่ธาตุ วิตามินต่างๆ เพิ่มเข้ามา สามารถใส่อกไก่หรือกุ้งเข้าไปเพิ่มโปรตีนและสารอาหารอื่นได้ด้วย 5. ข้าวอบธัญพืช ข้าวอบธัญพืชก็เป็นอีกหนึ่งอาหารรักสุขภาพที่ทำง่าย ได้ประโยชน์ที่หลากหลาย ข้าวที่ใช้ก็เลือกได้ว่าจะใช้ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ หรือข้าวไรซ์เบอร์รี ปริมาณน้ำตาลจะต่ำกว่าข้าวขาวธรรมดา วัตถุดิบอื่นที่ใส่แล้วเข้ากันก็มีหลายอย่าง ลูกเดือย : มีไฟเบอร์สูง มีสารคอกซีโนไลด์ที่ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็ง ดีต่อระบบย่อยอาหาร ข้าวโพด : ให้คาร์โบไฮเดรต ลดความดันโลหิตและคอเลสเตอรอลในเลือด บำรุงสายตา ช่วยให้ผิวพรรณสวยเต่งตึง  ถั่วลันเตา : มีสรรพคุณในการลดความดันเลือดและขับสารพิษในร่างกาย เห็ดหอม : ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันร่างกาย ลดไขมันในเส้นเลือด บำรุงสมองและผิวพรรณได้ดี 6. ยำแซลมอนใส่ต้นอ่อนทานตะวัน ใครที่ชอบรสชาติจัดจ้านก็มียำแซลมอนใส่ต้นอ่อนทานตะวันเป็นอีกหนึ่งเมนูอาหารเพื่อสุขภาพที่กำลังได้รับความนิยมสูง แซลมอนมีโอเมก้า 3 ที่ช่วยบำรุงระบบประสาท ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคสมองเสื่อม โรคหัวใจ ส่วนต้นอ่อนทานตะวันก็ช่วยควบคุมน้ำหนัก ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง โรคอัลไซเมอร์ และโรคเบาหวาน เพียงแต่การปรุงรสจะต้องใช้เครื่องปรุงโซเดียมต่ำเพื่อไม่ให้รับโซเดียมเกินความจำเป็น 7. ไก่ผัดขิง ใครจะเชื่อว่าเมนูง่ายๆ ที่พบเห็นได้ทุกวันอย่างไก่ผัดขิงก็เป็นหนึ่งในอาหารสุขภาพที่ดีที่สุด ด้วยรสชาติที่คุ้นเคยทำให้ทานได้ง่าย วัตถุดิบหาง่าย ขั้นตอนการทำก็ง่าย…

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ Privacy Policy และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า
Promotion Line Call