Category: เรื่องน่ารู้
- ใช้เวลาอ่านประมาณ: 2 นาที
- โพสต์เมื่อ
อาหารเสริมโพรไบโอติก (Probiotic Supplement) คือผลิตภัณฑ์ที่บรรจุจุลินทรีย์ดีมีชีวิต ในรูปเม็ด แคปซูล ผง หรือของเหลว เพื่อเสริมจุลินทรีย์ในลำไส้ให้สมดุล สายพันธุ์ที่นิยมและมีงานวิจัยรองรับ ได้แก่ Lactobacillus, Bifidobacterium, Saccharomyces boulardii และ Bacillus coagulans ปริมาณที่แนะนำสำหรับคนทั่วไปคือ 1,000-10,000 ล้าน CFU ต่อวัน บทความนี้รวมประโยชน์ สายพันธุ์ที่ควรเลือก วิธีกิน วิธีเลือกซื้อ และข้อควรระวังที่ควรรู้ โพรไบโอติกคืออะไร ทำไมถึงสำคัญกับร่างกาย โพรไบโอติก (Probiotic) คือจุลินทรีย์มีชีวิตชนิดดีที่เมื่อกินในปริมาณเหมาะสมแล้วให้ประโยชน์ต่อสุขภาพ ส่วนใหญ่เป็นแบคทีเรียในกลุ่ม Lactobacillus และ Bifidobacterium รวมถึงยีสต์บางชนิดอย่าง Saccharomyces boulardii จุลินทรีย์เหล่านี้อาศัยอยู่ในระบบทางเดินอาหารและทำหน้าที่หลักคือเพิ่มจำนวนจุลินทรีย์ดีในลำไส้ ลดสัดส่วนของจุลินทรีย์ก่อโรค และผลิตสารที่บำรุงผนังลำไส้ ในลำไส้ของคนเรามีจุลินทรีย์อาศัยอยู่กว่า 100 ล้านล้านตัว ประกอบด้วยแบคทีเรียดี แบคทีเรียก่อโรค และจุลินทรีย์ที่เป็นกลาง ระบบนิเวศนี้เรียกว่าไมโครไบโอม (Microbiome) เมื่อสัดส่วนสมดุล ระบบย่อยอาหาร ภูมิคุ้มกัน และแม้แต่อารมณ์ก็ทำงานได้ดี แต่เมื่อสมดุลเสีย เช่น จากการกินยาปฏิชีวนะ ความเครียดเรื้อรัง อาหารแปรรูปสูง หรือนอนน้อย จุลินทรีย์ก่อโรคจะเพิ่มจำนวน ส่งผลให้เกิดอาการท้องอืด ท้องผูก ท้องเสีย ภูมิคุ้มกันตก ภูมิแพ้กำเริบ หรือผิวอักเสบ อาหารเสริมโพรไบโอติกจึงเข้ามาช่วยฟื้นสมดุลด้วยการเติมจุลินทรีย์ดีในปริมาณที่เข้มข้นและสายพันธุ์เฉพาะที่อาหารธรรมชาติทั่วไปไม่สามารถให้ได้ในระดับเดียวกัน ในตลาดไทยหาซื้อได้ตามร้านขายยา ร้านขายอาหารเสริม หรือช่องทางออนไลน์ทั่วไป อาหารเสริมโพรไบโอติกต่างจากอาหารธรรมชาติอย่างไร โพรไบโอติกได้จาก 2 ช่องทางหลัก คืออาหารหมักธรรมชาติและอาหารเสริม แต่ละช่องทางมีจุดเด่นต่างกัน อาหารหมักธรรมชาติ เช่น โยเกิร์ต นมเปรี้ยว นัตโตะ กิมจิ คอมบูชา และมิโซะ ให้โพรไบโอติกในปริมาณ 100 ล้านถึง 10,000 ล้าน CFU ต่อหน่วยบริโภค พร้อมสารอาหารอื่น เช่น โปรตีน แคลเซียม ไฟเบอร์ และพรีไบโอติกที่ช่วยเลี้ยงจุลินทรีย์ดีให้ตั้งรกราก เหมาะกับคนทั่วไปที่ต้องการดูแลสุขภาพระยะยาว ราคาประหยัด และรสชาติคุ้นเคย อาหารเสริมโพรไบโอติกให้จุลินทรีย์ในปริมาณที่เข้มข้นกว่า 1,000-100,000 ล้าน CFU ต่อแคปซูล ระบุสายพันธุ์เฉพาะที่งานวิจัยรองรับว่าใช้รักษาอาการใด มีเทคโนโลยีนำส่งให้จุลินทรีย์รอดจากกรดในกระเพาะลงถึงลำไส้ เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาเฉพาะเช่น ลำไส้แปรปรวน ท้องเสียจากยาปฏิชีวนะ หรือต้องการสายพันธุ์ที่อาหารทั่วไปไม่มี การกินทั้งสองอย่างควบคู่ให้ผลดีที่สุด นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์ที่เรียกว่าซินไบโอติก (Synbiotic) คือมีทั้งโพรไบโอติก (จุลินทรีย์ดี) และพรีไบโอติก (ใยอาหารที่เป็นอาหารของจุลินทรีย์) ในผลิตภัณฑ์เดียว ทำงานเสริมกันให้ผลดีกว่ากินแยก สายพันธุ์โพรไบโอติกที่ควรรู้จักก่อนซื้ออาหารเสริม สายพันธุ์โพรไบโอติกแต่ละชนิดมีหน้าที่และประโยชน์เฉพาะ การเลือกสายพันธุ์ที่ตรงกับอาการสำคัญกว่าปริมาณ CFU Lactobacillus Lactobacillus เป็นกลุ่มที่พบบ่อยที่สุดในอาหารเสริม อาศัยในลำไส้เล็กเป็นหลัก สายพันธุ์เด่นได้แก่ L. acidophilus ช่วยย่อยแลคโตสและสมดุลลำไส้ L. rhamnosus GG งานวิจัยยืนยันว่าลดอาการท้องเสียจากยาปฏิชีวนะและท้องเสียในเด็กได้ดี L. plantarum ช่วยลดอาการลำไส้แปรปรวนและท้องอืด L. reuteri ช่วยลดอาการแหวะนมในทารกและบำรุงสุขภาพช่องปาก กลุ่ม Lactobacillus rhamnosus ยังมีงานวิจัยรองรับเรื่องเสริมภูมิคุ้มกัน เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาท้องอืด ลำไส้แปรปรวน…
- ใช้เวลาอ่านประมาณ: 2 นาที
- โพสต์เมื่อ
ธัญพืชหมัก (Fermented Grains) คือธัญพืชที่ผ่านกระบวนการหมักด้วยจุลินทรีย์ดีตามธรรมชาติ จนได้อาหารที่มีทั้งโพรไบโอติก (จุลินทรีย์ดี) และพรีไบโอติก (อาหารของจุลินทรีย์) ในชนิดเดียว เรียกว่าซินไบโอติก ช่วยปรับสมดุลลำไส้ บำรุงระบบภูมิคุ้มกัน ลดการอักเสบ และช่วยระบบขับถ่าย ธัญพืชที่นิยมนำมาหมัก ได้แก่ ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต ลูกเดือย ถั่วเหลือง ควินัว เมล็ดเจีย เหมาะกับผู้แพ้นมวัว สายวีแกน ผู้สูงอายุที่ระบบย่อยอ่อนแอ และคนที่มีปัญหาท้องผูก เริ่มเห็นผลที่ระบบขับถ่ายภายใน 2-4 สัปดาห์ บทความนี้รวมความรู้พื้นฐาน ประโยชน์ที่งานวิจัยยืนยัน วิธีกินให้ได้ผล และข้อควรระวัง กระบวนการหมักธัญพืชเกิดขึ้นอย่างไร กระบวนการหมักธัญพืชเริ่มจากแบคทีเรียกรดแลคติก (Lactobacillus) และยีสต์ตามธรรมชาติย่อยคาร์โบไฮเดรตในธัญพืชให้กลายเป็นกรดอินทรีย์ สารอาหารรูปแบบใหม่ที่ดูดซึมง่ายขึ้น และผลิตจุลินทรีย์ดีที่เป็นโพรไบโอติก ภายในเวลา 1-3 วัน ระหว่างการหมักเกิดการเปลี่ยนแปลงสำคัญหลายอย่างในธัญพืช สารต้านการดูดซึม (Anti-nutrients) อย่างกรดไฟติก (Phytic Acid) ที่ขัดขวางการดูดซึมแร่ธาตุถูกลดลงด้วยเอนไซม์ไฟเทสจากจุลินทรีย์ ปลดปล่อยเหล็ก สังกะสี และแคลเซียมให้ดูดซึมได้ดีขึ้นถึง 2-3 เท่า โปรตีนในธัญพืชย่อยง่ายขึ้น ใยอาหารบางส่วนเปลี่ยนเป็นพรีไบโอติก และเกิดวิตามินบีรวมพร้อมกรดอะมิโนจำเป็นจากการทำงานของจุลินทรีย์ อาหารหมักจากธัญพืชมีมานานในวัฒนธรรมเอเชียและไทย ข้าวหมากเป็นตัวอย่างชัดเจนของธัญพืชหมักดั้งเดิมไทยที่ใช้ข้าวเหนียวหมักกับลูกแป้ง จนได้รสหวานอมเปรี้ยวและมีจุลินทรีย์โพรไบโอติก แป้งหมักทำขนมถ้วยและขนมจีนก็ใช้หลักการเดียวกัน ส่วนในเอเชียมีโอการะจากญี่ปุ่น อิดลีจากอินเดีย และเร้จูเวลัก (Rejuvelac) จากธัญพืชงอก เป็นเครื่องดื่มหมักที่นิยมในกลุ่มสายสุขภาพ การหมักเบียร์ก็เกี่ยวข้องกับธัญพืชหมัก โดยกากธัญพืชที่เหลือจากการหมักมอลต์มักนำมาดัดแปลงเป็นส่วนผสมในเบเกอรี่ที่มีกากใยสูง 5 ประโยชน์ของธัญพืชหมักต่อร่างกาย ธัญพืชหมัก ให้ประโยชน์ครอบคลุมหลายระบบในร่างกาย ไม่จำกัดแค่ระบบทางเดินอาหาร และเป็นซินไบโอติกธรรมชาติเพียงไม่กี่ชนิดที่ให้ทั้งโพรไบโอติกและพรีไบโอติกในอาหารเดียว ในขณะที่โยเกิร์ตและกิมจิให้เฉพาะโพรไบโอติก ส่วนกล้วยและกระเทียมให้เฉพาะพรีไบโอติก 1.ปรับสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้และช่วยขับถ่าย จุลินทรีย์โพรไบโอติกในธัญพืชหมักช่วยเพิ่มจุลินทรีย์ดีในลำไส้ ลดสัดส่วนของจุลินทรีย์ก่อโรค พร้อมกับพรีไบโอติกในตัวธัญพืชที่ช่วยเลี้ยงจุลินทรีย์ให้ตั้งรกรากได้นาน คนที่ลำไส้แปรปรวนเรื้อรังหรือท้องผูกมักรายงานว่าอาการท้องอืด ปวดเกร็ง และการขับถ่ายดีขึ้นหลังกินสม่ำเสมอ 2-3 สัปดาห์ เพราะได้ทั้งโพรไบโอติกที่กระตุ้นการบีบตัวของลำไส้และไฟเบอร์ที่เพิ่มมวลและความนุ่มของอุจจาระ การกินคู่กับการดื่มน้ำมากขึ้นช่วยให้ผลชัดเจนยิ่งขึ้น 2.บำรุงระบบภูมิคุ้มกัน ระบบภูมิคุ้มกัน 70% อยู่รอบ ๆ ลำไส้ การมีจุลินทรีย์ดีที่สมดุลช่วยให้เซลล์ภูมิคุ้มกันทำงานแม่นยำขึ้น ลดความถี่ของการเป็นหวัด ลดความรุนแรงของอาการแพ้บางชนิด ผู้ที่กินธัญพืชหมักสม่ำเสมอมักรายงานว่าป่วยน้อยลงในฤดูเปลี่ยน ผลที่ครอบคลุมเรื่องภูมิคุ้มกันใช้เวลา 2-3 เดือนของการกินสม่ำเสมอ 3.ลดการอักเสบในร่างกาย จุลินทรีย์ดีในลำไส้สร้างกรดไขมันสายสั้นที่ลดการอักเสบทั่วร่างกาย การอักเสบเรื้อรังเป็นต้นเหตุของโรคหัวใจ เบาหวาน และโรคข้อ การกินธัญพืชหมักสม่ำเสมอช่วยลดสัญญาณการอักเสบในเลือดในงานวิจัยหลายชิ้น เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพระยะยาว 4.ช่วยควบคุมน้ำหนักและระดับน้ำตาล ไฟเบอร์สูงในธัญพืชหมักทำให้อิ่มนาน ลดการกินจุบจิบ คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนค่อย ๆ ปล่อยน้ำตาลเข้ากระแสเลือด ไม่ทำให้น้ำตาลขึ้นเร็วเหมือนข้าวขัดสี กรดอินทรีย์จากการหมักยังช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลในลำไส้เล็ก ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดขึ้นช้าและลดลงช้ากว่าการกินธัญพืชดิบ ผู้ที่ต้องคุมน้ำตาลจึงได้ประโยชน์โดยตรงจากการแทนข้าวขาวด้วยธัญพืชหมักในบางมื้อ 5.บำรุงผิวพรรณและสุขภาพจิต จุลินทรีย์ในลำไส้สื่อสารกับสมองผ่านเส้นทางที่เรียกว่าแกนสมอง-ลำไส้ (Gut-Brain Axis) ลำไส้ที่สมดุลเชื่อมโยงกับอารมณ์ดี การนอนหลับที่ดีขึ้น และลดอาการซึมเศร้าระดับเบา ส่วนแกนลำไส้-ผิวเชื่อมโยงกับการลดสิวและผื่นภูมิแพ้ในผู้ที่มีปัญหาผิวจากการอักเสบในลำไส้ การกินธัญพืชหมักสม่ำเสมอจึงให้ประโยชน์ที่ครอบคลุมตั้งแต่ภายในลำไส้จนถึงผิวพรรณภายนอก ธัญพืชหมัก เหมาะกับใคร ผู้แพ้นมวัวหรือมีภาวะ Lactose Intolerance ที่ดื่มโยเกิร์ตและนมเปรี้ยวไม่ได้ จะได้ประโยชน์จากธัญพืชหมักโดยตรง เพราะให้โพรไบโอติกระดับเดียวกับโยเกิร์ตโดยไม่มีแลคโตสและโปรตีนนม ส่วนผู้สูงอายุที่ระบบย่อยอ่อนแอลงและการดูดซึมแร่ธาตุลดลง ได้ประโยชน์จากธัญพืชหมักที่ย่อยง่ายกว่าธัญพืชดิบ และให้แร่ธาตุที่ดูดซึมได้ดีขึ้น 2-3 เท่า คนที่ท้องผูกเรื้อรังหรือมีปัญหาลำไส้แปรปรวนจะเห็นผลชัดเจนภายใน 2-3 สัปดาห์ เพราะได้ทั้งโพรไบโอติกและไฟเบอร์ในอาหารเดียว สาย Plant-based และวีแกนที่หาแหล่งโพรไบโอติกจากพืชได้ยาก ใช้ธัญพืชหมักเป็นทางเลือกที่ให้สารอาหารครบกว่าโพรไบโอติกผงเสริม ธัญพืชหมักกินตอนไหนดีที่สุด เวลาที่กินธัญพืชหมักมีผลต่อปริมาณโพรไบโอติกที่ผ่านลงไปถึงลำไส้…
- ใช้เวลาอ่านประมาณ: 2 นาที
- โพสต์เมื่อ
โปรตีนสะอาด (Clean Protein) คือโปรตีนที่ดูดซึมง่าย ร่างกายนำไปใช้ได้ทันที มาจากแหล่งธรรมชาติที่ผ่านการแปรรูปน้อย ปราศจากไขมันอิ่มตัวสูง คอเลสเตอรอล ฮอร์โมนตกค้าง และสารปรุงแต่ง แหล่งโปรตีนสะอาดได้แก่ ปลา ไข่ขาว อกไก่ไม่ติดหนัง ถั่วเหลือง เต้าหู้ ถั่วลันเตา ควินัว ข้าวโอ๊ต และเมล็ดฟักทอง คนทั่วไปต้องการโปรตีน 0.8–1.0 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน ผู้ออกกำลังกายต้องการ 1.2–2.0 กรัม ส่วนผู้สูงอายุต้องการ 1.0–1.2 กรัมเพื่อป้องกันมวลกล้ามเนื้อลดลง บทความนี้ได้รวบรวมแหล่งโปรตีนคุณภาพดี วิธีคำนวณปริมาณต่อวัน เวลาที่ควรรับประทาน และคำแนะนำเพื่อการบริโภคให้เกิดประโยชน์สูงสุด โปรตีนสะอาดคืออะไร และต่างจากโปรตีนทั่วไปอย่างไร โปรตีนสะอาด เป็นคำที่ใช้เพื่อแยกแยะโปรตีนคุณภาพดีจากโปรตีนแปรรูปที่มีสารเติมแต่งจำนวนมาก คำนี้ไม่มีนิยามที่ตายตัวทางการแพทย์ แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการเห็นตรงกันว่าโปรตีนสะอาดมีลักษณะร่วมกันคือ ดูดซึมง่ายและร่างกายนำไปใช้ได้ทันที มาจากแหล่งธรรมชาติที่ผ่านการแปรรูปน้อย เช่น ปลา ไข่ ถั่ว เต้าหู้ ไม่ใช่อาหารแปรรูปอย่างไส้กรอก แฮม เบคอน ไขมันอิ่มตัวต่ำ คอเลสเตอรอลต่ำ ปราศจากฮอร์โมนตกค้าง สีสังเคราะห์ น้ำตาลสูง และโซเดียมเกินจำเป็น โปรตีนที่ไม่ถือว่าสะอาด ได้แก่ เนื้อสัตว์แปรรูปอย่างไส้กรอก เบคอน แฮม ผงโปรตีนที่ใส่น้ำตาลและสารปรุงแต่งเยอะ และเครื่องดื่มโปรตีนที่มีน้ำตาลสูงกว่าโปรตีน การเลือกโปรตีนสะอาดจึงเป็นการได้โปรตีนคุณภาพดีโดยไม่รับสิ่งที่ร่างกายไม่ต้องการมาด้วย 4 ประโยชน์ของโปรตีนสะอาดต่อร่างกาย โปรตีนเป็นสารอาหารหลักที่ทำหน้าที่สร้างและซ่อมแซมเนื้อเยื่อทุกชนิดในร่างกาย กล้ามเนื้อ ผิวหนัง ผม เล็บ อวัยวะภายใน และเซลล์ภูมิคุ้มกัน ต้องการโปรตีนเป็นวัตถุดิบ การได้รับโปรตีนสะอาดเพียงพอให้ประโยชน์ครอบคลุมหลายด้าน 1.เสริมสร้างกล้ามเนื้อและความแข็งแรง การออกกำลังกายแบบใช้แรงต้านทำให้กล้ามเนื้อฉีกขาดในระดับเซลล์ ร่างกายซ่อมแซมโดยใช้โปรตีนเป็นวัตถุดิบ ทำให้กล้ามเนื้อใหญ่และแข็งแรงขึ้น ผู้ออกกำลังกายที่ได้รับโปรตีนเพียงพอจะเห็นผลเร็วกว่าผู้ที่ขาดโปรตีน 2.ช่วยควบคุมน้ำหนักและลดความหิว โปรตีนทำให้อิ่มนานกว่าคาร์โบไฮเดรตและไขมัน เพราะใช้เวลาย่อยนานและส่งสัญญาณความอิ่มไปยังสมอง การกินโปรตีนก่อนคาร์โบไฮเดรตในมื้ออาหารยังช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ ลดการกินจุบจิบ คนที่ลดน้ำหนักด้วยการกินโปรตีนสูงพร้อมคุมแคลอรี่จะเสียไขมันโดยรักษามวลกล้ามเนื้อไว้ได้ 3.บำรุงผิว ผม เล็บ และระบบภูมิคุ้มกัน คอลลาเจนและเคราตินที่เป็นโครงสร้างหลักของผิว ผม และเล็บ เป็นโปรตีน คนที่ได้รับโปรตีนน้อยจะมีผิวหย่อนยานเร็ว ผมเปราะหลุดร่วงง่าย และเล็บฉีกง่าย ระบบภูมิคุ้มกันที่ใช้แอนติบอดี (ซึ่งเป็นโปรตีน) ในการต่อสู้กับเชื้อโรค ก็ต้องการโปรตีนเพียงพอเพื่อให้ทำงานได้ดี 4.ดีต่อระบบย่อยและลดความเสี่ยงโรคเรื้อรัง โปรตีนสะอาดโดยเฉพาะจากพืชย่อยง่ายไม่ทำให้ท้องอืดหรือเกิดของเสียสะสม การกินโปรตีนสะอาดทดแทนเนื้อสัตว์แปรรูปและอาหารคาร์โบไฮเดรตขัดสี ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ เบาหวานชนิดที่ 2 ความดันโลหิตสูง และมะเร็งลำไส้ใหญ่ตามที่งานวิจัยยืนยัน อาการของการขาดโปรตีน และการกินโปรตีนมากเกินไป ผู้ขาดโปรตีนมักมีอาการเหนื่อยง่าย ผมร่วงผิดปกติ เล็บเปราะ ผิวหย่อนคล้ำ ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ กล้ามเนื้อลีบลง และในกรณีรุนแรงอาจมีอาการบวมตามขาและท้อง กลุ่มเสี่ยง ได้แก่ ผู้สูงอายุที่กินอาหารน้อยลง ผู้ลดน้ำหนักด้วยการอดอาหาร และผู้ป่วยที่ระบบย่อยอาหารบกพร่อง ส่วนการกินโปรตีนเกินความต้องการอย่างต่อเนื่อง (เกิน 2.5 กรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน) อาจเพิ่มภาระให้ไตและตับ ผู้ที่มีโรคไตอยู่แล้วต้องระวังเป็นพิเศษ บางคนกินโปรตีนเยอะแล้วท้องผูกเพราะอาหารโปรตีนหลายชนิดมีไฟเบอร์น้อย แหล่งโปรตีนสะอาดจากธรรมชาติ แหล่งโปรตีนสะอาดมีทั้งจากสัตว์และพืช แต่ละกลุ่มมีจุดเด่นต่างกัน โปรตีนจากเนื้อสัตว์ไขมันต่ำ อกไก่ไม่ติดหนังเป็นแหล่งโปรตีนที่นิยมในกลุ่มออกกำลังกาย 100 กรัมให้โปรตีน 31 กรัม ไขมันต่ำกว่า 4 กรัม เนื้อหมูสันในและเนื้อวัวเลี้ยงด้วยหญ้าก็เป็นทางเลือกที่ดี ให้ทั้งโปรตีนและแร่ธาตุอย่างเหล็กและสังกะสี เลี่ยงเนื้อแปรรูปอย่างไส้กรอก เบคอน แฮม ที่มีโซเดียมและสารกันบูดสูง โปรตีนจากปลาและอาหารทะเล…
- ใช้เวลาอ่านประมาณ: 2 นาที
- โพสต์เมื่อ
ซินไบโอติกส์ (Synbiotics) คือการกินอาหารที่มีจุลินทรีย์ดี เช่น โยเกิร์ต กิมจิ คอมบูชา คู่กับอาหารที่จุลินทรีย์ใช้เป็นอาหารของมัน เช่น กล้วย กระเทียม ข้าวโอ๊ต ในมื้อเดียวกัน วิธีนี้ช่วยให้จุลินทรีย์ดีรอดผ่านกรดในกระเพาะและอาศัยอยู่ในลำไส้ได้นานกว่ากินแยก ในทางวิชาการ เรียกจุลินทรีย์ดีว่า โปรไบโอติก และเรียกอาหารของจุลินทรีย์ว่าพรีไบโอติก ที่เมื่อมีการรับประทานอย่างสม่ำเสมอ จะแสดงผลของระบบขับถ่ายภายใน 2–4 สัปดาห์ โพรไบโอติกกับพรีไบโอติก คืออะไร คำว่า Synbiotics มาจากการรวม “Syn” (ร่วมกัน) กับ “Biotic” (เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิต) ใช้เรียกผลิตภัณฑ์หรือมื้ออาหารที่ออกแบบให้ มีทั้งจุลินทรีย์มีชีวิตและอาหารของจุลินทรีย์อยู่พร้อมกัน เพื่อให้ทำงานได้ควบคู่กัน หากกินโพรไบโอติกอย่างเดียวโดยไม่มีพรีไบโอติก จุลินทรีย์ที่กินเข้าไปจะมีอาหารน้อยและไม่อยู่ในลำไส้นานพอ จุลินทรีย์ส่วนใหญ่ถูกขับออกก่อนอาศัยอยู่ได้ ในทางกลับกัน หากกินพรีไบโอติกอย่างเดียวก็เป็นการเลี้ยงจุลินทรีย์ที่มีอยู่เดิม แต่ไม่ได้เพิ่มจุลินทรีย์ดีเข้าไปใหม่ การได้รับทั้งสองพร้อมกันจึงให้ผลที่เสริมกันคือ “เพิ่มจุลินทรีย์ดีใหม่” และ “เลี้ยงให้อยู่ได้นาน” ในมื้อเดียว ผลที่ได้คือลำไส้สมดุลเร็วและยาวนานกว่า ระบบขับถ่ายดีขึ้น และจุลินทรีย์ดีอาศัยอยู่ในลำไส้ใหญ่ได้สำเร็จมากกว่ากินแบบใดแบบหนึ่งเพียงอย่างเดียว โพรไบโอติก พรีไบโอติก ซินไบโอติก แตกต่างกันอย่างไร โพรไบโอติก (Probiotic) โปรไบโอติก คือจุลินทรีย์มีชีวิตที่เมื่อกินในปริมาณเหมาะสมแล้วให้ประโยชน์ต่อสุขภาพ ส่วนใหญ่เป็นแบคทีเรียในกลุ่ม Lactobacillus และ Bifidobacterium พบในอาหารหมัก เช่น โยเกิร์ต นมเปรี้ยว คีเฟอร์ กิมจิ คอมบูชา หน้าที่หลักคือเพิ่มจำนวนจุลินทรีย์ดีในลำไส้ ลดสัดส่วนของจุลินทรีย์ก่อโรค และผลิตสารที่บำรุงผนังลำไส้ พรีไบโอติก (Prebiotic) พรีไบโอติกคือใยอาหารชนิดพิเศษที่ร่างกายย่อยไม่ได้ในระบบทางเดินอาหารส่วนบน แต่ถูกย่อยโดยจุลินทรีย์ดีในลำไส้ใหญ่ ทำให้จุลินทรีย์เจริญและสร้างสารที่บำรุงผนังลำไส้ พรีไบโอติกที่พบบ่อยคืออินูลิน (Inulin) ฟรุกโตโอลิโกแซ็กคาไรด์ (FOS) และเบต้ากลูแคน พบในกล้วย หัวหอม กระเทียม หน่อไม้ฝรั่ง ข้าวโอ๊ต และถั่ว ซินไบโอติก (Synbiotic) ซินไบโอติกคือผลิตภัณฑ์หรือมื้ออาหารที่มีทั้งโพรไบโอติกและพรีไบโอติกรวมกัน เพื่อให้เกิดผลเสริมกัน ในอาหารธรรมชาติเกิดได้จากการกินอาหารหมัก (โพรไบโอติก) ร่วมกับอาหารที่มีใยอาหารพรีไบโอติก ในผลิตภัณฑ์อาหารเสริมจะรวมทั้งสองไว้ในแคปซูลเดียว ตารางเปรียบเทียบ โพรไบโอติก พรีไบโอติก ซินไบโอติก ประเด็นโพรไบโอติกพรีไบโอติกซินไบโอติกคืออะไรจุลินทรีย์ดีที่มีชีวิตใยอาหารที่เป็นอาหารของจุลินทรีย์โพรไบโอติก + พรีไบโอติกรวมกันสถานะมีชีวิตไม่มีชีวิต (เป็นสารอาหาร)มีชีวิต + สารอาหารทนความร้อนตายที่ 50°C ขึ้นไปทนความร้อนได้ส่วนของจุลินทรีย์ตายที่ความร้อนสูงแหล่งอาหารโยเกิร์ต กิมจิ คอมบูชากล้วย หัวหอม กระเทียมกิมจิ + ข้าวโอ๊ต, โยเกิร์ต + กล้วยหน้าที่หลักเพิ่มจุลินทรีย์ดีเลี้ยงจุลินทรีย์ที่มีอยู่แล้วเพิ่ม + เลี้ยงพร้อมกัน ซินไบโอติกในอาหารธรรมชาติ มาจากอะไรบ้าง หลักการสร้างซินไบโอติกจากอาหารธรรมชาติคือจับคู่อาหารหมักที่มีโพรไบโอติก (แช่เย็น มีจุลินทรีย์มีชีวิต) กับอาหารที่มีใยอาหารพรีไบโอติก ในมื้อเดียวหรือใกล้เคียงกัน ตัวอย่างคู่ที่จับง่าย เช่น โยเกิร์ต + กล้วย, กิมจิ + ข้าวกล้อง, คอมบูชา + ข้าวโอ๊ต กลุ่มอาหารโพรไบโอติก โยเกิร์ตและกรีกโยเกิร์ตเป็นแหล่งโพรไบโอติกที่เข้าถึงง่ายที่สุด เลือกชนิดที่ระบุ “Live & Active Cultures” บนฉลาก กรีกโยเกิร์ตให้โปรตีนสูงกว่าโยเกิร์ตธรรมดา 2 เท่า เหมาะกับมื้อเช้าหรือของว่าง นมเปรี้ยวและคีเฟอร์ (Kefir)…
- ใช้เวลาอ่านประมาณ: 2 นาที
- โพสต์เมื่อ
คอมบูชา (Kombucha) หรือที่บางคนเรียกว่าคอมบูชะ คือชาหมักโพรไบโอติกที่ดื่มได้ทุกวัน ในปริมาณ 120–240 มิลลิลิตรต่อวัน ช่วยปรับสมดุลลำไส้ ระบบขับถ่าย เสริมภูมิคุ้มกัน และให้สารต้านอนุมูลอิสระจากชา ส่วนคีเฟอร์เป็นโพรไบโอติกอีกชนิดที่หมักจากนมหรือน้ำ มีจุลินทรีย์มากกว่า 30 สายพันธุ์ ครอบคลุมกว่าคอมบูชาและโยเกิร์ตทั่วไป บทความนี้ได้รวมข้อมูลตั้งแต่ส่วนประกอบ ประโยชน์ที่ได้รับ วิธีเลือกซื้อให้ได้ของดี เวลาดื่มที่เหมาะสม และความแตกต่างระหว่างคอมบูชากับคีเฟอร์ที่ควรรู้ คอมบูชา คืออะไร คอมบูชา เป็นชาหมักที่ทำจากชาดำหรือชาเขียว น้ำตาล และหัวเชื้อ SCOBY กระบวนการหมักใช้เวลา 7–14 วันที่อุณหภูมิห้อง ทำให้ยีสต์และแบคทีเรียย่อยน้ำตาลและสารในชาเป็นกรดอินทรีย์ คาร์บอนไดออกไซด์ และแอลกอฮอล์ในระดับต่ำ ผลคือเครื่องดื่มรสเปรี้ยวอมหวาน มีฟองซ่าเล็กน้อยจากก๊าซธรรมชาติ และมีจุลินทรีย์โพรไบโอติกที่ยังมีชีวิตอยู่ในขวด ประโยชน์ของคอมบูชาและชาหมัก คอมบูชา เป็นเครื่องดื่มที่มีประโยชน์ 4 อย่าง ได้แก่ ช่วยปรับสมดุลลำไส้ เสริมภูมิคุ้มกัน รับสารต้านอนุมูลอิสระ และทดแทนเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง 1.ปรับสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้ คอมบูชามีจุลินทรีย์โพรไบโอติกที่ยังมีชีวิตอยู่ในขวด เมื่อดื่มเข้าไปจะช่วยเพิ่มจุลินทรีย์ดีในลำไส้ ลดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ปรับการขับถ่ายให้สม่ำเสมอ และอาจช่วยบรรเทาอาการของลำไส้แปรปรวนได้ 2.อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ คอมบูชา มีจุดเริ่มต้นมาจากชาดำหรือชาเขียวที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงอยู่แล้ว เช่น โพลีฟีนอลและคาเทชิน กระบวนการหมักทำให้สารเหล่านี้บางส่วนเปลี่ยนรูปเป็นสารที่ดูดซึมได้ง่ายขึ้น ช่วยลดการอักเสบและปกป้องเซลล์จากความเสียหายของอนุมูลอิสระ 3.ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลและคอเลสเตอรอล มีงานวิจัยบางชิ้นที่ชี้ว่ากรดอินทรีย์ในคอมบูชา อาจช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลและปรับระดับคอเลสเตอรอล อย่างไรก็ตามคอมบูชาในหลายยี่ห้อ มีปริมาณน้ำตาลที่ค่อนข้างสูง จึงต้องเลือกสูตรน้ำตาลต่ำหากต้องการประโยชน์มากที่สุด 4.มีฤทธิ์ต้านเชื้อจุลชีพ กรดอะซิติกในคอมบูชา มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของแบคทีเรียก่อโรคบางชนิด การดื่มคอมบูชาช่วยรักษาสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ให้เอนไปทางจุลินทรีย์ดี ลดโอกาสที่จุลินทรีย์ก่อโรคจะเติบโตเกินสมดุล ส่วนประกอบของคอมบูชาและ SCOBY ส่วนประกอบหลักของคอมบูชามีเพียง 4 อย่าง คือชา (ชาดำหรือชาเขียว) น้ำตาล น้ำ และ SCOBY หรือ Symbiotic Culture of Bacteria and Yeast ซึ่งเป็นกลุ่มแบคทีเรียและยีสต์ที่อยู่ร่วมกันแบบพึ่งพาอาศัย มีลักษณะเป็นแผ่นเหนียวสีน้ำตาลอ่อนถึงครีม ลอยอยู่บนผิวน้ำชา หน้าที่หลักของ SCOBY คือสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับการหมัก โดยยีสต์จะเปลี่ยนน้ำตาลเป็นแอลกอฮอล์ก่อน จากนั้นแบคทีเรียจะเปลี่ยนแอลกอฮอล์เป็นกรดอะซิติกและกรดอินทรีย์อื่น ๆ ที่ให้รสเปรี้ยว ระหว่างการหมักจะเกิดสารสำคัญหลายอย่าง ได้แก่ กรดอะซิติก (Acetic Acid) ที่ให้รสเปรี้ยวและฤทธิ์ต้านเชื้อจุลชีพ กรดกลูคิวโรนิก (Glucuronic Acid) ที่ช่วยกระบวนการล้างสารพิษของตับ คาเฟอีนระดับต่ำจากชา สารต้านอนุมูลอิสระจากใบชา และจุลินทรีย์โพรไบโอติกหลายสายพันธุ์ที่ยังมีชีวิตอยู่ในขวด คีเฟอร์ (Kefir) คืออะไร คีเฟอร์เป็นเครื่องดื่มหมักอีกชนิด ที่ให้โพรไบโอติก แต่ต่างจากคอมบูชาตรงที่ใช้นมหรือน้ำเป็นวัตถุดิบหลัก ไม่ใช่ชา หัวเชื้อของคีเฟอร์เรียกว่า Kefir Grains มีลักษณะเป็นเม็ดสีขาวคล้ายดอกกะหล่ำขนาดเล็ก ประกอบด้วยแบคทีเรียและยีสต์มากกว่า 30 สายพันธุ์ที่อยู่ร่วมกัน คีเฟอร์มี 2 ประเภทหลัก คีเฟอร์นม (Milk Kefir) ใช้นมวัว นมแพะ หรือนมพืชเป็นวัตถุดิบ ให้รสเปรี้ยวคล้ายโยเกิร์ตเหลว และคีเฟอร์น้ำ (Water Kefir) ใช้น้ำตาลและน้ำผลไม้ ให้รสซ่าและเปรี้ยวเล็กน้อยคล้ายโซดา เหมาะกับผู้ที่แพ้แลคโตส จุดเด่นของคีเฟอร์คือความหลากหลายของจุลินทรีย์ที่สูงกว่าคอมบูชาและโยเกิร์ตทั่วไป ทำให้เป็นแหล่งโพรไบโอติกที่ครอบคลุมที่สุดในกลุ่มอาหารหมัก เปรียบเทียบคอมบูชากับคีเฟอร์ คอมบูชาและคีเฟอร์มีจุดร่วมคือเป็นแหล่งโพรไบโอติกจากการหมัก แต่ต่างกันหลายด้านที่ส่งผลต่อการเลือกดื่ม ประเด็นคอมบูชาคีเฟอร์วัตถุดิบชาดำหรือชาเขียว +…
- ใช้เวลาอ่านประมาณ: 3 นาที
- โพสต์เมื่อ
การสร้างกล้ามเนื้อหลังอายุ 40 สามารถทำได้ โดยงานวิจัยยืนยันว่าร่างกายของคนวัย 40–80 ปียังสร้างกล้ามเนื้อเพิ่มได้ ถ้าทำตามหลัก 3 ข้อพร้อมกัน คือการออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่ง (Weight Training) สัปดาห์ละ 2–3 วัน กินโปรตีนให้ได้ 1.2–2.0 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน และพักผ่อนให้กล้ามเนื้อฟื้นตัว 7–8 ชั่วโมงต่อคืน โดยเริ่มจากท่าพื้นฐานอย่าง Squat, Bench Press, Deadlift ปรับน้ำหนักให้เหมาะกับสภาพร่างกาย ผลลัพธ์เริ่มเห็นที่ 4–8 สัปดาห์และชัดเจนที่ 12 สัปดาห์ขึ้นไป 3 วิธีสร้างกล้ามเนื้อหลังอายุ 40 หลังอายุ 30 ปี ร่างกายสูญเสียมวลกล้ามเนื้อประมาณ 3–8% และยิ่งลดลงชัดเจนมากขึ้นหลังอายุ 60 ปี ทำให้ผู้ฝึกวัย 40+ ต้องการโปรตีนมากกว่าคนวัยหนุ่มสาว เพื่อชดเชยภาวะ Anabolic Resistance ที่ร่างกายตอบสนองต่อโปรตีนได้น้อยลง การสร้างกล้ามเนื้ออาศัยหลักการ 3 ข้อหลัก ได้แก่ การออกกำลังกายแบบมีแรงต้าน การกินอาหารให้เพียงพอโดยเฉพาะโปรตีน และการพักผ่อนอย่างเหมาะสม กล้ามเนื้อจะเกิดการฉีกขาดเล็กน้อยระหว่างการออกกำลังกายแบบยกน้ำหนัก จากนั้นร่างกายใช้กรดอะมิโนจากโปรตีนซ่อมแซมและสร้างเส้นใยใหม่ให้แข็งแรงและใหญ่ขึ้นในช่วงพักและนอนหลับ กระบวนการนี้เรียกว่า Muscle Protein Synthesis การกินโปรตีนอย่างเดียวโดยไม่ออกกำลังกายจะไม่ส่งสัญญาณให้ร่างกายสร้างกล้ามเนื้อใหม่ โปรตีนที่กินเข้าไปจะถูกใช้เป็นพลังงานหรือเก็บเป็นไขมันแทน ในทางกลับกันการออกกำลังกายโดยพักไม่พอ กล้ามเนื้อจะไม่ได้รับเวลาซ่อมแซม กล้ามเนื้อที่ฉีกขาดจะอักเสบเรื้อรังแทนที่จะโตขึ้น Growth Hormone ที่หลั่งสูงสุดในช่วง Deep Sleep ก็จะหลั่งไม่พอ การนอน 7–8 ชั่วโมงต่อคืนและพักกล้ามเนื้อกลุ่มเดิมอย่างน้อย 48 ชั่วโมงก่อนฝึกซ้ำจึงเป็นองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้เท่ากับการกินและการฝึก ควรกินโปรตีนเท่าไหร่ต่อวัน เพื่อสร้างกล้ามเนื้อ สำหรับการสร้างกล้ามเนื้อ ควรกินโปรตีนให้ได้ 1.5–2.0 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน ผู้สูงวัย 40+ ที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอควรกิน 1.2–1.6 กรัม/กก./วัน เพื่อรักษาและเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ ส่วนผู้ที่ไม่ออกกำลังกายต้องการ 0.8–1.0 กรัม/กก./วัน ซึ่งเป็นแค่ระดับรักษามวลกล้ามเนื้อเดิม ไม่ได้สร้างเพิ่ม ตารางคำนวณโปรตีนตามน้ำหนักตัว น้ำหนักตัวโปรตีนสำหรับผู้สูงวัย (1.2 ก./กก.)โปรตีนสำหรับสร้างกล้าม (1.5–2.0 ก./กก.)50 กก.60 กรัม/วัน75–100 กรัม/วัน60 กก.72 กรัม/วัน90–120 กรัม/วัน70 กก.84 กรัม/วัน105–140 กรัม/วัน80 กก.96 กรัม/วัน120–160 กรัม/วัน สัญญาณว่ากินโปรตีนไม่เพียงพอ อาการที่บ่งบอกว่ากินโปรตีนน้อยเกินไป ได้แก่ อาการอ่อนเพลียง่าย กล้ามเนื้อลดลงทั้งที่ไม่ได้ลดน้ำหนัก ผมร่วงผิดปกติ แผลหายช้า ภูมิคุ้มกันต่ำ และรู้สึกหิวบ่อยทั้งที่เพิ่งกินอิ่ม อาหารโปรตีนสูง 5 หมวด สำหรับเสริมสร้างกล้ามเนื้อ อาหารโปรตีนสูงที่เหมาะกับการสร้างกล้ามเนื้อในวัย 40+ ต้องเป็นโปรตีนคุณภาพดี ไขมันอิ่มตัวต่ำ และมี Leucine ซึ่งเป็นกรดอะมิโนที่กระตุ้นการสร้างกล้ามเนื้อโดยตรง โดยเฉลี่ยเนื้อปลา หมู ไก่ วัว 100 กรัม จะให้โปรตีนประมาณ 18–22 กรัม 1.เนื้อสัตว์ไขมันต่ำ อกไก่ไม่มีหนัง 100…
- ใช้เวลาอ่านประมาณ: 2 นาที
- โพสต์เมื่อ
อาหารหมักดอง กินทุกวันได้และมีผลดีต่อลำไส้ เฉพาะชนิดที่มีโพรไบโอติกมีชีวิตและโซเดียมไม่สูง เช่น โยเกิร์ตไม่หวาน คีเฟอร์ กิมจิ คอมบูชา ส่วนของหมักดองไทยอย่างปลาร้า ผักกาดดอง หน่อไม้ดอง มีโซเดียมระดับ 1,000–8,000 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม ซึ่งเกินค่าที่องค์การอนามัยโลกแนะนำต่อวันได้ในมื้อเดียว ปริมาณที่เหมาะกับคนสุขภาพดีทั่วไปอยู่ที่ 1–2 หน่วยบริโภคต่อวัน และต้องปรุงสุกของหมักจากปลาน้ำจืดและเนื้อสัตว์ก่อนกินเสมอ อาหารหมักดอง คืออะไร อาหารหมักดอง คือ อาหารที่ผ่านกระบวนการแปรรูปโดยใช้จุลินทรีย์อย่างยีสต์และแบคทีเรียเข้ามาย่อยสลายคาร์โบไฮเดรตในอาหาร เพื่อถนอมอาหาร ยืดอายุการเก็บรักษา และเพิ่มรสชาติให้ดียิ่งขึ้น แบ่งได้เป็น 2 รูปแบบ ที่มีกลไกและคุณค่าทางโภชนาการต่างกัน 1. การหมักธรรมชาติ (Fermentation) จุลินทรีย์อย่างแบคทีเรียกรดแลคติก ยีสต์ และเชื้อรา จะย่อยน้ำตาลและแป้งในอาหารให้กลายเป็นกรดแลคติก แอลกอฮอล์ หรือก๊าซ ผลคืออาหารที่มีรสเปรี้ยวกลมกล่อม กลิ่นเฉพาะตัว และมีโพรไบโอติกที่ดีต่อลำไส้ ตัวอย่างคือกิมจิ ซาวร์เคราต์ ผักกาดดองเปรี้ยว คอมบูชา นมเปรี้ยว โยเกิร์ต แหนม และนัตโตะ 2.การดอง (Pickling) เป็นการนำอาหารไปแช่ในสารละลาย เช่น น้ำส้มสายชู น้ำเกลือ หรือน้ำปลา เพื่อให้รสซึมเข้าเนื้อและถนอมอาหารด้วยสภาวะที่เชื้อก่อโรคเจริญไม่ได้ บางสูตรไม่ได้อาศัยจุลินทรีย์เป็นหลัก จึงไม่จัดเป็นแหล่งโพรไบโอติก ตัวอย่างคือมะม่วงดอง ฝรั่งดอง ปูดอง กะปิ และปลาร้า ของหมักหลายชนิดเป็นทั้งหมักและดองพร้อมกัน เช่น ผักกาดดองที่ใช้เกลือสร้างสภาวะให้แบคทีเรียกรดแลคติกทำงาน ทำให้ได้ทั้งรสชาติและจุลินทรีย์ดีไปด้วย กินอาหารหมักดองทุกวัน ดีต่อลำไส้อย่างไร ลำไส้ของคนมีจุลินทรีย์อาศัยอยู่นับล้านตัว เรียกรวมว่า Gut Microbiome ซึ่งทำหน้าที่ย่อยอาหาร สร้างวิตามินบางชนิด และควบคุมการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน ความสมดุลของจุลินทรีย์เหล่านี้คือปัจจัยที่ส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพลำไส้และสุขภาพโดยรวม 1.เพิ่มจุลินทรีย์ดีและความหลากหลายในลำไส้ อาหารหมักธรรมชาติที่ไม่ผ่านความร้อนสูงมีจุลินทรีย์ดี (Probiotic) มีชีวิต โดยเฉพาะแบคทีเรียกลุ่ม Lactobacillus และ Bifidobacterium ที่ลงไปอาศัยในลำไส้และเพิ่มความหลากหลายของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดในปี 2021 พบว่าการกินอาหารหมักดอง 6 หน่วยบริโภคต่อวันต่อเนื่อง 10 สัปดาห์ ช่วยเพิ่มความหลากหลายของจุลินทรีย์ในลำไส้และลดเครื่องหมายการอักเสบในเลือดได้ 2.ปรับระบบขับถ่าย ลดท้องผูก-ท้องเสีย จุลินทรีย์ดีในลำไส้สร้างกรดไขมันสายสั้น (Short-Chain Fatty Acids) ที่บำรุงเซลล์เยื่อบุลำไส้ ทำให้ลำไส้บีบตัวสม่ำเสมอ ลดอาการท้องผูก ท้องเสีย และอาการของลำไส้แปรปรวน (IBS) ในผู้ป่วยบางราย การกินโยเกิร์ตหรือคีเฟอร์เป็นประจำมักเห็นผลเรื่องการขับถ่ายภายใน 1–2 สัปดาห์ 3.เพิ่มการดูดซึมสารอาหาร กระบวนการหมักช่วยสร้างวิตามินและกรดอะมิโนจำเป็นบางชนิด รวมถึงลดสารต้านโภชนาการ (Antinutrients) ในวัตถุดิบ ตัวอย่างชัดเจนคือการหมักถั่วเหลืองเป็นเทมเป้และนัตโตะ ที่ทำให้โปรตีน เหล็ก และสังกะสีในถั่วถูกดูดซึมได้ดีขึ้น ส่วนนัตโตะยังมีวิตามินเค2 ในระดับสูงที่หาได้ยากในอาหารอื่น 4.เสริมภูมิคุ้มกันและลดการอักเสบเรื้อรัง ระบบภูมิคุ้มกันประมาณ 70% อยู่ในลำไส้ การมี Gut Microbiome ที่หลากหลายช่วยให้เซลล์ภูมิคุ้มกันทำงานแม่นยำขึ้น ลดการอักเสบเรื้อรังที่เป็นต้นเหตุของโรคหัวใจ เบาหวานชนิดที่ 2 และมะเร็งบางชนิด งานวิจัยเชิงประชากรหลายชิ้นพบว่ากลุ่มที่กินโยเกิร์ตและผลิตภัณฑ์นมหมักเป็นประจำมีความเสี่ยงโรคหัวใจและเบาหวานต่ำกว่ากลุ่มที่ไม่กิน 10–15% อาหารหมักดอง กินทุกวันต้องระวังอะไรบ้าง? อาหารหมักดองที่ดีต่อลำไส้ในแง่จุลินทรีย์ มาพร้อมความเสี่ยงด้านอื่นที่ต้องพิจารณาควบคู่กัน โดยเฉพาะกลุ่มของหมักดองไทยและของดองเชิงพาณิชย์ที่มักเน้นรสจัดและเก็บได้นาน 1.โซเดียมสูง เสี่ยงความดันและโรคไต อาหารหมักดองส่วนใหญ่ใช้เกลือเป็นองค์ประกอบหลัก ทำให้มีโซเดียมในระดับสูงมากเมื่อเทียบกับอาหารทั่วไป อาหารโซเดียม…
- ใช้เวลาอ่านประมาณ: 2 นาที
- โพสต์เมื่อ
โปรตีนพืชและโปรตีนนมเป็นแหล่งโปรตีนสองกลุ่มสำคัญในชีวิตประจำวัน แต่ให้ผลต่อร่างกายและการสร้างกล้ามเนื้อต่างกัน โปรตีนนมให้กรดอะมิโนครบและดูดซึมเร็ว แต่มีคอเลสเตอรอล แลคโตส และ IGF-1 ติดมาด้วย โปรตีนพืช มีความสะอาดกว่า ปราศจากคอเลสเตอรอล มีไฟเบอร์ และเหมาะกับการลดน้ำหนัก แต่กรดอะมิโนไม่ครบในบางแหล่งและต้องทานปริมาณมากกว่าเพื่อสร้างกล้ามได้เท่ากัน บทความนี้ได้เปรียบเทียบทั้งสองด้าน ในจุดที่ส่งผลต่อการเลือกใช้ พร้อมข้อสรุปว่าตัวไหนตอบโจทย์ในแต่ละสถานการณ์มากที่สุด โปรตีนพืชมาจากแหล่งไหนบ้าง แหล่งโปรตีนพืชแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ตามลักษณะอาหารดังนี้ ถั่วและผลิตภัณฑ์จากถั่ว ได้แก่ ถั่วเหลืองและผลิตภัณฑ์แปรรูป เต้าหู้ นมถั่วเหลือง รวมถึงถั่วลันเตา ถั่วแระญี่ปุ่น และถั่วลูกไก่ กลุ่มนี้ให้โปรตีนสูงและมีกรดอะมิโนค่อนข้างครบ โดยเฉพาะถั่วเหลืองที่จัดเป็นโปรตีนสมบูรณ์ ธัญพืชและเมล็ดพืช ได้แก่ ควินัว ข้าวโอ๊ต ข้าวกล้อง เมล็ดเจีย และเมล็ดฟักทอง กลุ่มนี้ให้โปรตีนพร้อมไฟเบอร์และไขมันดี ควินัวเป็นธัญพืชไม่กี่ชนิดที่มีกรดอะมิโนจำเป็นครบ 9 ชนิด ผักใบเขียว อย่างบรอกโคลีและผักโขมให้โปรตีนพร้อมแคลเซียมและวิตามินสูง ปริมาณโปรตีนต่อ 100 กรัมน้อยกว่ากลุ่มถั่วแต่ให้สารอาหารครบกว่า ในรูปแบบของผงเสริมอาหาร แหล่งที่นิยมคือ Soy Protein Isolate, Pea Protein Isolate, Rice Protein, Hemp Protein และผงโปรตีนแบบรวมที่ผสมจากพืชหลายชนิดเพื่อให้กรดอะมิโนครบ โปรตีนนม แบ่งเป็นกี่แบบ โปรตีนนมประกอบด้วยโปรตีนสองส่วนตามธรรมชาติของนมวัว คือเวย์ 20% และเคซีน 80% รูปแบบที่ขายในตลาดจึงแยกออกได้เป็นสามแบบ เวย์โปรตีน เป็นโปรตีน 20% ของนมวัว ค่าคุณภาพโปรตีน DIAAS อยู่ที่ 109% ดูดซึมเร็ว 30-60 นาที มี Leucine สูง 10-12% ของโปรตีนทั้งหมด รูปแบบที่ขายมีสามชนิดคือ Whey Concentrate (WPC) โปรตีน 70-80%, Whey Isolate (WPI) โปรตีน 90% ขึ้นไป และ Whey Hydrolysate (WPH) ที่ย่อยล่วงหน้าด้วยเอนไซม์ เคซีนโปรตีน เป็นโปรตีน 80% ของนมวัว ค่า DIAAS อยู่ที่ 145% สูงที่สุดในกลุ่มโปรตีนเสริม ดูดซึมช้า 4-6 ชั่วโมง ปล่อยกรดอะมิโนเข้ากระแสเลือดต่อเนื่อง เหมาะกับการทานก่อนนอน Milk Protein Isolate (MPI) รวมเวย์และเคซีนในสัดส่วนเดิม 20:80 ค่า DIAAS อยู่ที่ 118% ดูดซึมแบบผสมสองจังหวะ ส่วนเวย์เข้าเร็ว ส่วนเคซีนปล่อยช้า ตารางเทียบโปรตีนพืชและโปรตีนนม ประเภทโปรตีนนมโปรตีนพืชแหล่งที่มานมวัวถั่ว ธัญพืช เมล็ดพืช ผักใบเขียวรูปแบบในตลาดWhey, Casein, MPISoy, Pea, Rice, Hemp, Multi-plantความเร็วดูดซึม30 นาที (Whey) – 6 ชม. (Casein)1.5-3 ชั่วโมงคอเลสเตอรอลมีไม่มีไขมันอิ่มตัวมี (น้อยใน Isolate)ต่ำมากไฟเบอร์ไม่มีมีแลคโตสมี (Isolate…
- ใช้เวลาอ่านประมาณ: 2 นาที
- โพสต์เมื่อ
แนะนำขนมสุขภาพ กินได้ไม่อ้วน มีผลดีต่อลำไส้ ขนมสุขภาพ กลายเป็นสิ่งที่หลายคนมองหามากกว่าขนมหวานทั่วไป เพราะคนรุ่นใหม่เริ่มใส่ใจสิ่งที่ตัวเองกินในแต่ละวัน โดยไม่ใช่แค่เรื่องแคลอรี่ แต่รวมถึงผลที่มีต่อระบบย่อยอาหาร น้ำตาลในเลือด และพลังงานในระยะยาว เทรนด์ wellness และการดูแลสุขภาพลำไส้กลายเป็นหัวใจของการเลือกอาหาร ทำให้ขนมกินเล่นที่เคยถูกมองว่าเป็นของทำร้ายร่างกาย ถูกพัฒนาให้ดีต่อสุขภาพมากขึ้น บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจตั้งแต่นิยามของขนมสุขภาพว่าแตกต่างจากขนมทั่วไปอย่างไร ตัวอย่างขนมที่น่าสนใจและตอบโจทย์คนรักการกินคลีน ไปจนถึงวิธีเลือกขนมทานให้เหมาะสม โดยไม่ทำร้ายร่างกายและยังมีผลดีต่อลำไส้ในระยะยาว ขนมสุขภาพ คืออะไร ขนมสุขภาพ คือขนมทานเล่นที่ผลิตมาให้ตอบโจทย์ทั้งความอร่อยและคุณค่าทางโภชนาการ โดยเน้นวัตถุดิบจากธรรมชาติเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นธัญพืชเต็มเมล็ด ถั่ว ผลไม้ นม หรือโปรตีนคุณภาพดี ต่างจากขนมทั่วไปที่มักใช้แป้งขัดสี น้ำตาลสูง และไขมันทรานส์เป็นส่วนผสมหลัก คุณสมบัติที่ทำให้ขนมชนิดหนึ่งถูกเรียกว่า healthy snacks คือการแปรรูปน้อย ไม่ผ่านกระบวนการที่ทำลายสารอาหารดั้งเดิม ใช้ความหวานจากธรรมชาติแทนน้ำตาลทรายขาว มีไฟเบอร์ โปรตีน หรือไขมันดีในสัดส่วนที่เหมาะสม และหลีกเลี่ยงสารปรุงแต่งสังเคราะห์อย่างสี กลิ่น และสารกันเสีย ขนมแบบนี้จึงให้พลังงานที่ร่างกายนำไปใช้ได้ ขนมคลีน vs ขนมสุขภาพ ต่างกันอย่างไร ขนมคลีนกับขนมสุขภาพมีขอบเขตและความแตกต่างกันพอสมควร หัวข้อขนมคลีนขนมสุขภาพวัตถุดิบเน้นวัตถุดิบสด ไม่ผ่านการแต่งเติม ใช้ของจากธรรมชาติล้วนใช้วัตถุดิบที่มีคุณค่าทางโภชนาการ อาจผ่านการเสริมสารอาหารบางอย่างการแปรรูปแปรรูปน้อยที่สุด ไม่ใส่สารปรุงแต่งสังเคราะห์ทุกชนิดแปรรูปได้ในระดับหนึ่ง ตราบใดที่ยังคงคุณประโยชน์และควบคุมส่วนผสมที่ไม่ดีจุดประสงค์เน้นความบริสุทธิ์ของอาหาร ลดสารตกค้างในร่างกายตอบโจทย์กว้างกว่า ทั้งคุมน้ำหนัก เสริมโปรตีน บำรุงลำไส้ หรือเพิ่มไฟเบอร์กลุ่มผู้บริโภคคนที่กินคลีนจริงจัง สาย wellness และ organic lifestyleคนรักสุขภาพทั่วไป ครอบครัว และคนที่มองหา snack เพื่อสุขภาพในชีวิตประจำวันขอบเขตเป็นส่วนหนึ่งของขนมสุขภาพ มีกรอบแคบและเข้มงวดกว่ากว้างกว่า ครอบคลุมทั้งขนมคลีน ขนมโปรตีนสูง ขนมไฟเบอร์สูง และขนมคีโต ขนมสุขภาพที่แนะนำ เมื่อเข้าใจนิยามและความต่างจากขนมคลีนแล้ว ลองมาดูว่าขนมสุขภาพในตลาดมีกลุ่มไหนน่าสนใจบ้าง ตั้งแต่กลุ่มโปรไบโอติกที่ช่วยดูแลจุลินทรีย์ดีในลำไส้ ไปจนถึงธัญพืช ถั่ว และผลไม้อบแห้งที่ให้พลังงานธรรมชาติระหว่างวัน โยเกิร์ต กราโนล่า และขนมโปรไบโอติก ขนมกลุ่มโปรไบโอติกเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์คนรักสุขภาพลำไส้ เพราะช่วยเติมจุลินทรีย์ดีและส่งเสริมการทำงานของระบบย่อย โดยเฉพาะเมื่อเลือกแบบที่ใช้วัตถุดิบออร์แกนิคและผ่านการแปรรูปน้อย โยเกิร์ตออร์แกนิค อุดมด้วยจุลินทรีย์ดีที่มีชีวิต ช่วยปรับสมดุลลำไส้และเสริมภูมิคุ้มกัน หากเลือกแบบที่มาจากนมวัว grass-fed จะได้คุณค่าทางโภชนาการที่ครบถ้วนและปลอดสารตกค้าง กราโนล่า เป็นการผสมธัญพืชอบกรอบกับน้ำผึ้งหรือสารให้ความหวานธรรมชาติ กินคู่กับโยเกิร์ตจะได้ทั้งไฟเบอร์และโปรไบโอติกในมื้อเดียว เหมาะสำหรับมื้อเช้าหรือของว่างยามบ่าย ขนมโปรไบโอติกอื่นๆ เช่น โยเกิร์ตพร้อมดื่ม หรือของหวานที่เติมเชื้อจุลินทรีย์ดี ช่วยให้ได้รับโปรไบโอติกในรูปแบบที่กินง่าย พกพาสะดวก และเข้ากับชีวิตคนเมืองที่ต้องการดูแลลำไส้แบบไม่ยุ่งยาก ธัญพืช ถั่ว และผลไม้อบแห้ง อีกกลุ่มขนมที่กินเล่นได้สบายใจคือธัญพืช ถั่ว และผลไม้อบแห้ง ซึ่งให้พลังงานจากธรรมชาติและสารอาหารที่ร่างกายนำไปใช้ได้จริงระหว่างวัน ธัญพืชโฮลเกรน เช่น ข้าวโอ๊ต ควินัว ข้าวกล้องอบกรอบ ให้ไฟเบอร์สูงและคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนที่ค่อยๆ ปล่อยพลังงาน ทำให้อิ่มนานและไม่หิวบ่อยระหว่างวัน ถั่วเปลือกแข็ง เช่น อัลมอนด์ วอลนัท แมคคาเดเมีย พิสตาชิโอ เป็นแหล่งไขมันดีและโปรตีนจากพืช ช่วยเติมพลังงานในมื้อว่างได้แบบที่ร่างกายเอาไปใช้บำรุงเซลล์และสมอง ผลไม้อบแห้ง เช่น แครนเบอร์รี่ ลูกเกด มะม่วง ให้ความหวานธรรมชาติพร้อมไฟเบอร์และวิตามิน หยิบทานง่ายระหว่างทำงานหรือออกกำลังกาย เหมาะกับคนที่มองหาขนมกินเล่นแบบไม่ต้องรู้สึกผิด วิธีเลือกขนมสุขภาพให้คุ้มค่า ขนมสุขภาพในตลาดทุกวันนี้มีให้เลือกหลากหลายมาก แต่ไม่ใช่ทุกห่อจะดีต่อร่างกายเท่ากัน บางตัวดูสุขภาพดีจากหน้าซอง แต่พลิกดูฉลากกลับเจอน้ำตาลและสารแปรรูปไม่น้อย การเลือกให้คุ้มค่าจึงต้องอ่านฉลากเป็น เข้าใจส่วนผสม และรู้ว่าควรมองหาสารอาหารแบบไหน พร้อมเลี่ยงอะไรบ้าง เลือกน้ำตาลต่ำ ไขมันดี และไฟเบอร์สูง ปัจจัยแรกที่ควรดูคือปริมาณน้ำตาล ขนมแคลต่ำที่ดีควรมีน้ำตาลรวมไม่เกิน…
- ใช้เวลาอ่านประมาณ: 2 นาที
- โพสต์เมื่อ
แนะนำอาหารบำรุงสายตา ฟื้นฟูดวงตา ชะลอจอประสาทตาเสื่อม ผู้คนในยุคนี้ ใช้ดวงตาทำงานหนักกว่าที่เคย ไม่ว่าจะจากจอคอมพิวเตอร์ มือถือ และแสงสีฟ้า ที่ค่อย ๆ บั่นทอนเซลล์รับภาพในจอประสาทตาโดยที่เราแทบไม่รู้ตัว อาการอย่างตาล้า ตาแห้ง สายตาพร่ามัวตอนเย็น หรือมองในที่แสงน้อยแล้วไม่ชัดจึงกลายเป็นเรื่องที่หลายคนเจอตั้งแต่อายุยังน้อย ไม่ใช่แค่ผู้สูงอายุเท่านั้น ข่าวดีคือดวงตาตอบสนองต่อสิ่งที่เรากินได้ดีกว่าที่คิด การเลือกอาหารที่อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ไขมันดี และวิตามินที่จำเป็นช่วยชะลอความเสื่อมของจอประสาทตา ลดความเสี่ยงของต้อกระจกและต้อหิน รวมถึงฟื้นฟูความชุ่มชื้นของผิวตาในระยะยาวได้ บทความนี้จะพาไปดูว่าสารอาหารกลุ่มไหนสำคัญต่อดวงตา ควรกินอะไรเป็นประจำ และมีพฤติกรรมใดบ้างที่ควรทำควบคู่ไปด้วยเพื่อให้สายตาอยู่กับเราไปได้นาน สารอาหารสำคัญที่ช่วยบำรุงสายตา การดูแลดวงตาให้แข็งแรงไม่ได้พึ่งวิตามินตัวใดตัวหนึ่ง แต่เกิดจากการทำงานร่วมกันของสารอาหารหลายกลุ่ม ทั้งสารรงควัตถุที่ช่วยกรองแสงอย่างลูทีนและซีแซนทีน ไขมันดีกลุ่มโอเมก้า-3 ที่ดูแลโครงสร้างจอประสาทตา วิตามินที่เกี่ยวข้องกับการมองเห็น เช่น วิตามิน A C E และแร่ธาตุอย่างสังกะสี เมื่อสารอาหารเหล่านี้มาประกอบกันในมื้ออาหารประจำวัน ดวงตาจึงได้รับการปกป้อง ฟื้นฟู และชะลอความเสื่อมไปพร้อมกัน ลูทีน และซีแซนทีน ฟิลเตอร์แสงสีฟ้า ปกป้องจอประสาทตา ลูทีนและซีแซนทีนเป็นรงควัตถุสีเหลืองในกลุ่มแคโรทีนอยด์ที่ร่างกายสะสมไว้ที่จุดรับภาพชัดบริเวณจอประสาทตา หน้าที่หลักคือทำตัวเป็นฟิลเตอร์ธรรมชาติที่ดูดซับแสงสีฟ้าและรังสี UV ก่อนที่จะลงไปทำลายเซลล์รับแสงด้านล่าง ช่วยลดความเครียดออกซิเดชันที่เกิดจากการจ้องหน้าจอเป็นเวลานาน ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญของอาการตาล้า สายตาพร่ามัว และจอประสาทตาเสื่อมในระยะยาว ความน่าสนใจคือร่างกายสร้างสารทั้งสองตัวนี้เองไม่ได้ ต้องได้รับจากอาหารเท่านั้น แหล่งที่พบมากคือผักใบเขียวเข้ม ไข่แดง ข้าวโพด และพืชตระกูลฟักทอง การกินอย่างต่อเนื่องในปริมาณที่เหมาะสมจะช่วยเพิ่มความหนาแน่นของรงควัตถุที่จอตา ทำให้ดวงตาทนต่อแสงจ้าได้ดีขึ้นและชะลอความเสื่อมของจุดรับภาพชัดในวัยที่มากขึ้น โอเมก้า-3 (EPA/DHA) ลดตาแห้ง เสริมโครงสร้างดวงตา โอเมก้า-3 เป็นกรดไขมันจำเป็นที่ร่างกายสร้างเองไม่ได้ โดยเฉพาะ DHA ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของเยื่อหุ้มเซลล์รับแสงในจอประสาทตา การได้รับ DHA อย่างเพียงพอจึงช่วยรักษาความยืดหยุ่นของเซลล์ตาและส่งเสริมการส่งสัญญาณภาพไปยังสมองอย่างคมชัด ลดอาการสายตาพร่ามัวที่เกิดจากการใช้สายตาหนัก ส่วน EPA มีบทบาทเด่นในการลดการอักเสบของต่อมไขมันที่เปลือกตา ทำให้ฟิล์มน้ำตาไม่ระเหยเร็วเกินไปและช่วยบรรเทาอาการตาแห้ง แสบตา ระคายเคือง ที่พบบ่อยในคนทำงานออฟฟิศและผู้สูงอายุ การกินโอเมก้า-3 อย่างสม่ำเสมอจึงเป็นการบำรุงทั้งคุณภาพน้ำตาและโครงสร้างจอประสาทตาไปพร้อมกัน วิตามิน A และเบต้าแคโรทีน ช่วยการมองเห็นในที่มืด วิตามิน A เป็นวัตถุดิบหลักในการสร้างโรดอปซิน เม็ดสีรับภาพในเซลล์รูปแท่งของจอประสาทตาที่ทำให้เรามองเห็นในที่แสงน้อยได้ เมื่อร่างกายขาดวิตามิน A ก็จะเกิดอาการตาฟาง มองในที่สลัวลำบาก และเสี่ยงต่อภาวะตาแห้งเรื้อรังจนถึงเยื่อบุตาขุ่นมัว ส่วนเบต้าแคโรทีนคือสารตั้งต้นที่ร่างกายเปลี่ยนเป็นวิตามิน A ตามปริมาณที่ต้องการ ช่วยให้ได้รับสารอาหารพอดีโดยไม่สะสมเกินขนาด วิตามิน C และ E ต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความเสื่อม เซลล์ในดวงตาทำงานหนักและสัมผัสแสงตลอดเวลา จึงเกิดอนุมูลอิสระสะสมจนเซลล์ค่อยๆ เสื่อม วิตามิน C และวิตามิน E จับคู่ทำงานกันเพื่อปกป้องเลนส์ตาและจอประสาทตาจากความเสียหายระดับเซลล์ในหลายมิติ วิตามิน C ช่วยลดความเครียดออกซิเดชันที่เลนส์ตาโดยตรง ซึ่งเป็นปัจจัยหลักของการขุ่นมัวและการเกิดต้อกระจกก่อนวัย วิตามิน E ปกป้องเยื่อหุ้มเซลล์รับแสงในจอประสาทตาไม่ให้ถูกทำลายจากปฏิกิริยาออกซิเดชัน ช่วยชะลอภาวะจอประสาทตาเสื่อมตามวัย วิตามิน C เสริมความแข็งแรงของคอลลาเจนในหลอดเลือดฝอยที่หล่อเลี้ยงดวงตา ทำให้การส่งสารอาหารไปจอตาทำได้ดีขึ้น วิตามิน C และ E ทำงานเสริมกันแบบ regenerate คือวิตามิน C ช่วยฟื้นวิตามิน E ที่ใช้แล้วให้กลับมาทำหน้าที่ต้านอนุมูลอิสระได้อีกครั้ง สังกะสี และแอนโทไซยานิน เสริมการทำงานของจอประสาทตา สังกะสีเป็นแร่ธาตุที่จอประสาทตามีความเข้มข้นสูงเป็นพิเศษ เพราะทำหน้าที่ขนส่งวิตามิน A จากตับมายังจอตาเพื่อใช้สร้างเม็ดสีรับภาพ ขณะที่แอนโทไซยานินซึ่งเป็นสารพฤกษเคมีในผักผลไม้สีม่วงเข้มและสีน้ำเงิน ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือดในหลอดเลือดฝอยรอบดวงตา ทำให้เซลล์รับภาพได้รับออกซิเจนและสารอาหารอย่างเพียงพอ การได้รับสารอาหารทั้งสองกลุ่มอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นหัวใจสำคัญของการรักษาประสิทธิภาพการมองเห็นในระยะยาว อาหารบำรุงสายตาที่ควรกินเป็นประจำ…